มาจะกล่าวบทไปตามเรื่องเล่าพิสดารของดาโต๊ะ (ท่านอาจารย์) เมื่อระเด่นอิเหนาทราบข่าวสินสอดทองหมั้นซึ่งส่งไปสู่ขอก้าโหละจินตะหรา กลับถูกกะละหนา ปันหยี สะมิหรังช่วงชิงไปสิ้น หทัยท้าวเธอก็ให้นึกพิโรธนัก จึงหยิบพระแสงกริชคู่กายนามกาละมิตานี ขึ้นควบม้าคู่ใจนามมหาอาชาไนยรังคะรังคิต กะเกณฑ์ไพร่พลยกออกไปกำราบเสี้ยนแผ่นดิน

เมื่อทัพกุเรปันมะงุมมะงาหรา (เดินทาง) มาใกล้เมืองปันหยี อิเหนาจึงให้ตั้งปะสังคราหัน (พลับพลาชั่วคราว) ขึ้น แล้วส่งทูตไปเจรจา ตามธรรมเนียมขัตติยะรณรงค์

เมื่อทูตของอิเหนามาขอสินสอดคืนจากปันหยี ปันหยีได้ตอบว่า “เฮ้ย ทูต จงไปบอกระเด่นอิเหนานายว่า มีดีก็จงมาเอาคืนด้วยตนเอง!”

ความนี้บวกกับออร่าความหล่อของผู้พูดทำให้คณะทูตฟังแล้วต่างรู้สึกปลาบปลื้มยินดี ประดุจได้น้ำทิพย์สวรรค์ ต่างคิดว่าชายนี้เป็นกะละหนาได้อย่างไร หน้าตาก็ดี บะฮาซา (วาจาภาษา) ก็สุภาพอ่อนหวาน (?) ควรที่จะมาเป็นพระอนุชาในเจ้านายเรามากกว่า
พอทูตกลับไปรายงาน อิเหนาฟังเนื้อความอย่างเดียวไม่ผสมออร่าก็โกรธจัด วันต่อมาจึงกวัดแกว่งกริชกาละมิตานี ควบรังคะรังคิตมาประชิดกรุง
…ศัตรูมาแบบนี้หากเป็นเมื่อก่อนปันหยีคงให้สองนินจา เอ้ย! กุดา ไปรับมือ แต่เนื่องจากคู่ตุนาหงัน (คู่หมั้น) มาหา นางจึงแต่งองค์ทรงเครื่องออกไปรณรงค์เอง

แน่นอนครับ… การพบกันของทั้งสองระเด่นคือการปะทะกันของออร่าอันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสามโลก…
ปันหยีเห็นอิเหนาก็ตกใจเขินอาย ด้วยนึกไม่ถึงว่าจะหล่อเหลาสง่างามถึงเพียงนี้ หัวใจเต้นตึกตักทำอะไรไม่ถูก
ส่วนอิเหนานั้นหนักกว่า เพราะนึกไม่ถึงเช่นกันว่าปันหยีจะหล่อถึงขนาด ต้องเขินหน้าแดง ดวงใจเต้นระส่ำไม่อาจระงับ …โอ้ นี่แหละสเปค …เอ๊ะ แต่เราก็มีคู่หมั้นแล้ว …อ๊ะ หรือว่าตูจะเป็นเกย์ …โอ้ย สับสน! อิ๊! อ๊ะ! อุ๊!
…สำหรับม้ารังคะรังคิต และม้าทรงของปันหยีนั้นทราบโดยสัญชาตญานสัตว์ว่าฝ่ายตรงข้ามมิใช่ศัตรู ต่างก็ยืนนิ่งอยู่ อิเหนากับปันหยีจะเฆี่ยนตีอย่างไรก็ไม่ขยับ…

ในที่สุดอิเหนาจึงเอ่ยแก่ปันหยีว่า “เหตุใดพระน้องถึงแย่งสมบัติเรา?”
ปันหยีฟังเสียงหล่อๆก็สะท้าน จึงแสร้งร่ำไห้ตอบว่า “หม่อมฉันหาต้องการสมบัติพระองค์ไม่ หากแต่ตัวเป็นคนพเนจรหมอนหมิ่น ถูกสังคมรังแก ต้องมามะงุมมะงาหราในป่ากว้างอย่างจรจัดอนาถา …จึงหาลำไพ่พิเศษโดยการปล้นฆ่า และล่าทาสเท่านั้นเอง…”
อิเหนาฟังเสียงๆหล่อก็สะท้านเช่นกัน ลืมสินสอด ลืมจินตะหรา ลืมบ่าวไพร่ที่ถูกฆ่า ลืมความชั่วช้าทั้งหมดของปันหยีสะมิหรัง
ท้าวเธอกล่าวด้วยความนุ่มนวลว่า “พี่ยาไม่ว่าใดเจ้าดอก เจ้ารูปงามเช่นนี้จงมาเป็นยาหยี (น้องรัก) เราเถิด”
ปันหยีดีใจนัก แต่แสร้งขวยเขินบอกว่าการที่ระเด่นกุเรปันเช่นพระองค์มาเป็นเสี่ยวกับหม่อมฉัน จะไม่เป็นการตุหลาปาปา (เสนียด) หรือ?
อิเหนาก็ตอบว่า “สุดแต่ว่าจิตพิศวาส, ก็นับเป็นวงศ์ญาติกันได้, อย่าชักเจรจาให้ช้าไป, เข้าใจยาราไนก้ากัน”

ดังนี้สองกษัตริย์และบริวารจึงเสด็จเข้าเวียงชัยไปท่ามกลางอสุนีบาตแลบแปลบปลาบ (และเหตุผลที่ถูกฟ้าผ่าตายอยู่แถวนั้น)

เมื่อถึงวังปันหยีก็จัดการเอานางสนมบุษบาชูวิต และบุษบาส่าหรีไปเก็บไว้ลึกๆ จึงเสวยสุขสำราญกับอิเหนาอยู่หลายเพลาโดยทรัพย์สมบัติและไพร่ทาสที่แย่งมาจากอิเหนานั่นแหละ
…มีโมเมนต์จับมือ กอดรัดฟัดเหวี่ยงแบบมิตรภาพลูกผู้ชายอัดแน่นอยู่ถึงหกหน้า จนครั้งหนึ่งอิเหนาซึ่งปฏิพัธรักใคร่ในรูปโฉมของปันหยียังถึงกับคิดว่า “หากเธอเป็นหญิงไซร้ เราจะเอาเป็นเมียแล้วไม่มีเมียอื่นอีกเลยนอกจากปันหยีสะมิหรังนี้”
เสียดายนักหลังจากมีความสุขอยู่หลายวัน อิเหนาก็ระลึกได้ว่าตนยังคงต้องแห่ขันหมากไปสู่ขอจินตะหราอยู่
…แม้จิตใจจะยาราไนก้า แต่หน้าที่ขัตติยาก็ต้องทำ
…อิเหนาต้องแต่งงานทางการเมือง จำจากไปอย่างอาลัยนัก

ข้างฝ่ายปันหยีเมื่อรู้ว่าอิเหนาต้องไปก็มิได้รั้งไว้ ทั้งยังถวายสินสอดที่ปล้นมาคืน พร้อมให้ผ้ารัดตัวเอาไว้ดมเป็นที่ระลึกอีกด้วย
ขบวนขันหมากกุเรปันจึงเคลื่อนไปถึงกรุงดาหาโดยสวัสดียังความปลื้มปิติแก่ระตูดาหาและลิกูนัก พวกเขาตกลงยกอาหยังให้อิเหนาแทนจินตะหราซึ่งหายไปไหนก็ไม่รู้

ในลักษณะนี้อิเหนาจึงถูกจับแต่งงานกับอาหยังแบบมึนๆ ทั้งสองทำพิธีแห่รอบเมืองกันเป็นการเอิกเกริก อาหยังปลื้มในออร่าความหล่อของสามีก็กลิ้งดีใจ หัวเราะดังคะลักคะลัก (มัวะฮ่าฮ่าฮ่า) หาได้สังเกตไม่ว่าอิเหนาเอาแต่ดมผ้ารัดตัวผู้ชายไม่เคยห่างจมูก
สำหรับปันหยีนั้นพออิเหนาจากไปก็สู้แอบสะกดรอยไปถึงเมืองดาหาด้วยตัวคนเดียว เพื่อมองดูฉากคนรักแต่งงานกับน้องสาวสุดที่เลิฟ
…นางกัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความเคียดแค้น ทั้งทำลายข้าวของรอบบริเวณพังพินาศ แต่ทราบว่าทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น จึงกลับเมืองโจรมาคิดการต่อไป…

ที่มา: http://pantip.com/topic/33035625

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Post Navigation