อิเหนาเป็นวรรณคดีเอกของไทยซึ่งได้เค้าโครงมาจากวรรณคดีอินโดนีเซียเรื่องเดียวกัน ชื่อ “หิกะยัต ปันหยี สะมิหรัง”

อิเหนาอินโดนีเซีย ฉบับแปลโดย สมเด็จฯเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองๆหนึ่งชื่อเมืองดาหา ระตู (พระราชา) ผู้ปกครองดาหานั้นมีประไหมสุหรี (เมียเอก) ชื่อบุษบาหนึ่งหรัด มีเมียรองยศลิกูอีกคนหนึ่ง ชื่ออะไรก็ไม่รู้ เข้าใจว่ามีชาติกำเนิดธรรมดา แต่เซ็กซี่มาก ระตูดาหาเห็นศักยภาพจึงรับมาเป็นเมีย
ประไหมสุหรีมีลูกชื่อจินตะหรา มีสิริโฉมงดงามเกินหญิงใดๆ จนมีคำบรรยายว่า นาสิกดังกลีบกระเทียม นิ้วหัตถ์เรียวดังขนเม่น เพลาน่องดังท้องเมล็ดข้าวเปลือก พวงแก้มดังผลมะม่วงป่าห้อยอยู่ …มันสวยยังไงลองจินตนาการตามแล้วกันนะครับ (ในเวอร์ชันไทย บุษบา และจินตะหราต่างเป็นเมียอิเหนา แต่ในต้นฉบับเป็นแม่ลูกกัน และจินตะหราเป็นนางเอก)

สำหรับลิกูนั้นมีลูกชื่ออาหยัง นอกจากชื่อจะฟังดูบ้านๆแล้วหน้าตายังธรรมดา นิสัยเอาแต่ใจตัว ขี้อิจฉา หรือพูดง่ายๆว่าเป็นนางอิจฉานั่นเอง
อาหยังถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอด เวลาอยากได้สิ่งใดก็จะไปกลิ้งๆเรียกร้องกับลิกู ลิกูก็จะไปกลิ้งๆเรียกร้องจากระตูดาหาต่อ ระตูดาหาเป็นคนหมกมุ่นในกามคุณ จึงมักโอนอ่อนยอมตาม
ครั้งหนึ่งระตูดาหาซื้อผ้าคลุมหัวราคาเท่ากันให้จินตะหรากับอาหยัง อาหยังเห็นว่าของตัวนั้นเป็นสีน้ำเงิน ส่วนของจินตะหรามีสีชมพู นางนึกอิจฉาก็ไปกลิ้งๆใส่ลิกูกับระตูดาหา มิใยระตูดาหาจะบอกว่ามันแพงเท่ากันก็ไม่เชื่อ ในที่สุดระตูดาหาจึงจำยอมซื้อผ้าคลุมสีชมพูอีกผืนให้อาหยัง นับแต่นั้นมีของอะไรมาก็ให้อาหยังเลือกก่อน
อีกครั้งหนึ่งจินตะหรากับอาหยังออกไปเก็บบุหงา (ดอกไม้) ด้วยกัน อาหยังเห็นบุหรง (นก) น้อยน่ารักบินผ่านมาก็ให้บริวารไปไล่จับ แต่จับอย่างไรก็จับไม่ได้ จินตะหราเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงถอนหายใจแบบชิลล์ๆแล้วดีดนิ้วเป๊าะเดียว บริวารของนางก็พุ่งไปจับบุหรงมาได้แบบนินจา
อาหยังอิจฉาที่พี่สาวได้บุหรงก็กลิ้งๆใส่จินตะหราเพื่อขอเล่นกับบุหรงบ้าง แต่จินตะหราไม่ให้เพราะถือว่าบ่าวไพร่ตนเป็นคนจับได้
…เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้อาหยังกับจินตะหรามีความบาดหมางกันอยู่…

ต่อมามีราชทูตจากกรุงกุเรปันมายังเมืองดาหา ราชทูตบอกว่าเจ้ากรุงกุเรปันนั้นอยากสู่ขอจินตะหราให้กับบุตรของตนชื่อระเด่น (เจ้าชาย) อิเหนา ผู้มีหน้าตาหล่อเหลาสง่างามมาก อย่าว่าแต่สตรีเลย แม้ผู้ชายมาเห็นระเด่นยังต้องมีใจพิศวาสรักใคร่ไม่สมประดี
ทั้งนี้กรุงกุเรปันกับกรุงดาหานั้นนับเป็นญาติที่สืบเชื้อสายมาจากชาวฟ้ากะยาหงัน ร่วมวงศ์อสัญแดหวา (วงศ์เทวดา) ระตูดาหาฟังข่าวดังกล่าวก็มีความยินดีนัก ตกปากรับคำจะยกจินตะหราให้ทำการตุนาหงัน (หมั้น)
ประไหมสุหรีกับจินตะหราได้ยินต่างก็ปลื้มปิติ หัวเราะกันดังคะลักคะลัก (เคี๊ยก เคี๊ยก)
อาหยังฟังทูตบรรยายถึงความหล่อของอิเหนาจนน้ำลายไหล จึงไปกลิ้งๆให้ลิกูช่วยเอาอิเหนามาให้ตน ลิกูคิดอุบายไปหาหมอผีทำเสน่ห์ จนได้ชานหมากเสน่ห์ยาแฝดมา
อีกทางหนึ่งลิกูเอาข้าวหมักใส่ยาพิษไปถวายประไหมสุหรี ประไหมสุหรีรับประทานแล้วก็ขาดใจตาย
จินตะหราเห็นแม่ตาย นางตกใจร้องไห้น่าสงสารมาก ระตูดาหาตกใจเช่นกัน หลังจากชำระความแล้ว ฟังว่าประไหมสุหรีตายหลังกินข้าวหมักของลิกูก็โกรธจัด จึงชักดาบเดินไปจะฆ่าลิกู
ครั้นระตูดาหามาถึงห้อง ลิกูผู้เตรียมตัวอยู่แล้วก็เอาชานหมากเสน่ห์ยาแฝดมากำไว้ แล้วแกล้งนอนใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยให้ระตูดาหาเห็น “อกอุระประเทศซึ่งประดับด้วยวาปีกษิรากร ตลอดไปถึงมธุวารีชลาลัยคู่หนึ่ง” (หรือเรียกสั้นๆว่า นม)
ระตูดาหาเห็นนมก็หน้ามืด ลืมความโกรธแค้นไปเล่นจ้ำจี้กับลิกู หลังจากนั้นนอกจากจะไม่เอาโทษลิกูแล้วยังยกย่องให้เป็นใหญ่แทนประไหมสุหรี
เมื่อลิกูเป็นใหญ่อาหยังก็เป็นใหญ่ไปด้วย จะกลิ้งเอาสิ่งใด แม้เป็นเรื่องชั่วอย่างการลงโทษคนบริสุทธิ์ ก็มักได้รับการอนุมัติ
…ชะตากรรมของจินตะหราผู้เสียแม่จึงตกอยู่ในความดำมืด…

ที่มา: http://pantip.com/topic/33035625

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Post Navigation