IMG_6060

แม่แก่มากแล้ว จนกลายเป็นเด็กไปอีกรอบ ทุกครั้งที่โทรศัพท์มา ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย แม่ก็มักจะถามว่า
“ลูกจะกลับบ้านเมื่อไหร่?”
แม่ไม่ได้คิดเลยว่าหนทางเป็นพันๆกิโล ฉันต้องเปลี่ยนรถตั้ง 3 รอบ แค่ทำงานและดูแลลูกๆ ฉันก็แทบจะแยกร่างไม่ทันอยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนกลับบ้าน หูของแม่ไม่ค่อยจะดีแล้ว ฉันต้องอธิบายซ้ำไปซ้ำมา แม่ก็ยังไม่เข้าใจ
“เมื่อกี้ลูกบอกว่าจะมาวันไหนนะ? บอกแม่อีกทีสิ!”

ฉันทนไม่ไหวก็เลยตะคอกใส่แม่แม่ถึงเข้าใจ ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจของแม่พร้อมกับวางสาย
ไม่กี่วันต่อมาแม่ก็โทรมาอีก และก็ถามคำถามเดิมๆ แต่คราวนี้น้ำเสียงแม่อ่อยๆ แม่เหมือนกับเด็กที่ไม่ยอมแพ้ ทั้งๆที่รู้ว่าถามไปก็เปล่าประโยชน์ แต่แม่ก็เลือกที่จะถาม เมื่อแม่เห็นว่าฉันไม่ว่าอะไรก็ดีใจ

แม่มักจะเล่าว่า
“ต้นทับทิมหลังบ้านออกดอกแล้วนะ ปีนี้น่าจะได้ผลเยอะ แตงโมก็แก่ได้ที่แล้ว แม่จะเก็บไว้ให้ลูกนะ”
ฉันบอกกับแม่ด้วยความลำบากใจว่า
“งานหนูยุ่งมากคะแม่ หนูจะลางานได้ยังไง!”
แม่เงียบไปสักครู่
“ลูกก็ลองขอเจ้านายของลูกสิ บอกว่าแม่เป็นมะเร็ง อยู่ได้อีกแค่ครึ่งปี เหตุผลนี้น่าจะพอให้ลูกลางานได้นะ”
ฉันรีบปรามแม่ว่าอย่าพูดเรื่องไม่เป็นมงคลอย่างนี้อีก แม่ก็ได้แต่หัวเราะ
ฉันยังจำได้เมื่อสมัยฉันยังเป็นเด็ก เพราะฉันไม่อยากไปโรงเรียน ก็เลยหลอกแม่ว่าเจ็บท้อง พอแม่จับได้ว่าฉันโกหก แม่ก็สวดฉันไปกัณฑ์ใหญ่ ตอนนี้แม่แก่แล้ว แม่กลับเป็นเหมือนฉันตอนเด็ก บอกให้ฉันโกหกเจ้านายว่าแม่เป็นมะเร็ง ตอนนั้นฉันทั้งขำทั้งโมโห

คำถามและคำตอบซ้ำไปซ้ำมาเป็นอยู่อย่างนี้ ฉันก็เลยตัดรำคาญ บอกกับแม่ไปว่าเดือนหน้าจะกลับบ้านแน่นอน แม่ดีใจร้องตะโกนออกมา แต่ก็ไม่รู้ทำไม งานของฉันยุ่งเสียจนกลับไปเยี่ยมแม่ไม่ได้สักครั้ง ฉันรู้สึกว่างานทุกอย่างมันสำคัญกว่าการกลับบ้านไปเยี่ยมแม่
เมื่อฉันไม่ได้กลับบ้าน แม่ก็โทรหาฉัน แต่น้ำเสียงเหมือนคนไม่มีแรง ฉันรู้สึกผิด จึงบอกกับแม่ไปว่า
“แม่คะ แม่จะโกรธหนูก็ได้นะ!”
เสียงแม่ตอบกลับมาว่า
“ไม่เป็นไร แม่รู้ว่าลูกงานยุ่ง!”

ไม่กี่วันต่อมา แม่ก็โทรมาอีก คราวนี้แม่ดูรีบร้อนมาก
“องุ่นสุกแล้วนะ สาลี่ก็แก่เต็มที่แล้ว ลูกรีบๆกลับมานะ”
“โธ่แม่! ที่นี่ก็มีเยอะแยะ โลละแค่สี่ห้าสิบบาทเอง จะเอาเท่าไหร่?”
ฉันตอบกลับไป แต่ดูเหมือนแม่จะไม่ค่อยพอใจนัก ฉันจึงบอกแม่ไปว่า
“แต่ว่า ของเหล่านี้มีแต่สารเคมี สู้ของที่แม่ปลูกเองไม่ได้หรอกน๊อ ของแม่ปลอดภัยกว่าเยอะ”
เมื่อแม่ได้ยินก็หัวเราะชอบใจ

วันเสาร์นั้นอากาศร้อนมาก ฉันไม่อยากอกไปไหนก็เลยเปิดแอร์นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้าน ลูกๆ รบเร้าว่าเค้กหมดไปแล้วพวกเขาอยากกิน ฉันก็เลยลงไปซื้อที่ซุปเปอร์ใต้คอนโด ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ อยู่ๆ ฉันก็เหมือนเห็นหลังแม่ไวๆ เหมือนกับว่าแม่กำลังเดินลงจากรถโดยสาร ในมือทั้งสองข้างถือตะกร้าส่วนด้านหลังก็แบกถุงๆหนึ่งไว้ แม่คอยเดินหลบผู้คน คงกลัวว่าเขาจะมาชนถูกตะกร้าที่ถืออยู่ ดูเหมือนแม่จะเหนื่อยมาก เพราะเดินไปพักหนึ่งก็หยุดนั่งพักหนึ่ง ฉันตะโกนเรียกแม่อย่างไม่อายใคร แม่เงยหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อขึ้นมองไปรอบด้าน พอเห็นฉันวิ่งไปหา แม่ก็ดีใจจนพูดอะไรไม่ออก

เมื่อกลับขึ้นไปถึงห้อง แม่ก็รีบเปิดตะกร้าที่หิ้วมา มือของแม่มีแต่หนังหุ้มกระดูก ดูเหมือนทุกนิ้วจะพันพลาสเตอร์ยาไว้ หลังมือมีแต่สะเก็ดแผลเต็มไปหมด แม่พูดไปยิ้มไป
“มาๆ มากินผลไม้กัน แม่คัดมาให้ลูกและหลานๆ โดยเฉพาะเลยนะ”
แม่ของฉันไม่เคยเดินทางไกลคนเดียว แต่เพราะคำพูดของฉันเมื่อวันนั้น แม่กลับดั้นด้นเอาองุ่นและสาลี่มาให้ฉันถึงที่ แม่นั่งรถพัดลมมา ทั้งร้อนทั้งคนเบียดเสียด แต่ว่าทั้งองุ่นและสาลีกลับไม่ซ้ำเลยสักลูก ฉันคิดไม่ออกว่าแม่เอามาได้ยังไง แต่ฉันรู้อย่างหนึ่งว่า แม่อยู่ที่ไหนที่นั่นมีความอัศจรรย์

แม่พักอยู่กับเราเพียงแค่สามวัน แม่บอกว่าฉันลำบาก ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารให้ลูกแล้วออกไปทำงาน กลับมาก็ค่ำมืด แม่ว่าแม่อยู่ก็ช่วยแบ่งเบาอะไรไม่ได้มาก ครัวในเมืองแม่ไม่กล้าจับต้องเพราะทำไม่เป็น เกรงว่าเมื่อหยิบจับแล้วข้าวของจะเสียหาย แม่จึงแอบไปซื้อตั๋วและก็กลับบ้านเอง ก่อนที่แม่จะขึ้นรถ แม่โทรมากำชับฉันว่าต้องกินข้าวทุกมื้อ อย่าได้อดข้าว เดี๋ยวสุขภาพจะไม่ดี

แม่กลับไปเพียงอาทิตย์เดียวก็โทรมาอีก บอกว่าคิดถึงพวกเรา รบเร้าให้ฉันกลับบ้านอีก ฉันไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จึงบอกกับแม่ไปว่า
“แม่คะ แม่รอหนูหน่อยนะ รอให้หนูงานเพลาๆ ลงก่อนนะ แล้วหนูจะกลับบ้านคะแม่”
วันต่อมา ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากป้า
“แม่ของเธอป่วยหนัก เธอรีบกลับมานะ!”
ฉันลางานกับเจ้านายด้วยน้ำตา แล้วรีบไปที่ บขส. ได้รถเที่ยวสุดท้ายพอดี
ฉันได้แต่ภาวนา ขอให้สิ่งที่ป้าบอกนั้นเป็นเรื่องโกหก ฉันหวังว่าแม่จะไม่เป็นอะไร ฉันยินดีฟังแม่บ่น ยินดีกินกับข้าวที่แม่ทำให้ฉันกินไม่ให้เหลือ ยินดีลางานบ่อยๆ เพื่อพาหลานๆ ไปเยี่ยมแม่ มาถึงตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่า ต่อให้ฉันอายุสักแปดสิบ ฉันก็ยังอยากให้แม่อยู่ใกล้ๆ เหมือนเดิม

และแล้วก็ถึงหน้าหมู่บ้าน แม่วิ่งอย่างช้าๆ มาหาฉัน ฉันวิ่งไปกอดแม่ด้วยความดีใจ ตำหนิแม่ว่า
“ไหนว่าแม่ไม่สบาย อาอึ้มบอกหนูว่าแม่ป่วยหนัก”
แม่ได้แต่หัวเราะและก็พูดว่า
“ไม่บอกอย่างนี้ เจ้านายของลูกจะให้ลูกลางานมาเหรอ?”
เห็นแม่ดีใจ ฉันก็พูดอะไรไม่ออก ก็เพราะแม่อยากอยู่กับฉัน นี่เป็นความหวังของแม่ แม่จึงต้องโกหกฉัน ฉันต้องโกหกเจ้านาย แล้วฉันจะโทษแม่ได้ยังไง!

แม่ทำโน่นทำนี่อย่างมีความสุข สุดท้ายกับข้าวแสนอร่อยก็วางเต็มโต๊ะ รอฉันตัดสิน ฉันจึงวิจารณ์โดยไม่เห็นแก่น้ำใจ
“โจ๊กถั่วแดงต้มเละจนหาวิญญาณถั่วไม่เจอ เกี๊ยวซ่าแป้งหนาอย่างกับกำแพงเมืองจีน เนื้อเค็มรสชาติอย่างกับเอาน้ำทะเลมาหมัก” แม่หัวเราะชอบใจขำกับคำตัดสินของฉัน
ทุกครั้งที่แม่ทำกับข้าวให้ฉันกิน หากฉันชมว่าอันไหนอร่อย แม่ก็จะทำให้ฉันนำกลับมากินในเมืองหลวงอีก เพราะอย่างนี้แหละ ฉันก็เลยอ้วนพีลดน้ำหนักไม่ได้สักที และก็เพราะอย่างนี้ ฉันจึงไม่เคยมีโอกาสได้แสดงฝีมือทำกับข้าวให้แม่กินเลยสักครั้ง

ครั้งนี้ ฉันขอทำกับข้าวให้แม่กินบ้าง ฉันพูดคุยกับแม่ บ่อยครั้งที่ฉันรู้สึกว่าแม่เอาแต่จ้องมองฉัน สายตาของแม่เปี่ยมไปด้วยความรักความเอ็นดู ไม่ว่าฉันพูดเรื่องอะไร แม่ก็จะคอยตั้งใจฟัง บางครั้งก็เอียงหน้าเข้ามาใกล้ฉัน เวลาที่ฉันพูดเสียงเบาไป แม้แต่ช่วงพักตอนบ่าย แม่ก็ไม่ยอมนอน นั่งมองฉันแล้วก็แอบหัวเราะอย่างมีความสุข ฉันจึงถามแม่ว่า
“ในเมื่อรักหนูขนาดนี้ ทำไม่ไม่ไปอยู่กับหนูในเมือง”
แม่บอกกับฉันว่า ในเมืองอยู่ยาก แม่ไม่คุ้ยเคยกับสภาพแวดล้อมอย่างนั้น

ฉันอยู่กับแม่หลายวัน จนใกล้เวลาที่จะต้องกลับไปทำงาน แม่ขอให้ฉันอยู่ต่ออีกวันหนึ่ง เพราะแม่สั่งเพื่อนบ้านที่เข้าเมืองให้ซื้อผักและอาหารไว้แล้ว บ่ายๆเขาถึงจะกลับมา คุณรู้ไหม บ้านฉันห่างจากตัวอำเภอตั้งกว่า90กิโล แม่สั่งเพื่อนบ้านซื้อของที่คิดว่าเป็นของดีที่สุดเพื่อมาทำอาหารให้ฉันกิน ต้องให้ฉันได้กินก่อน แม่ถึงจะยอม

ฉันกลับมาจากบ้านป้า กับข้าวของแม่ก็วางไว้เต็มโต๊ะ แต่ที่ฉันตกใจก็คือ ปลาขอดเกล็ดไม่หมด เนื้อไก่ก็ยังมีขนติดอยู่ เห็ดเข็มทองน้ำมันงามีเส้นผมอยู่ในจานหลายเส้น ไม่ว่าจะเป็นเจหรือชอ เจอสภาพอย่างนี้ก็ไม่มีใครอยากกิน
ตอนที่สมัยแม่ยังสาว แม่เป็นคนรักสะอาดมาก แต่วันนี้แม่แก่แล้ว กลับกลายเป็นอย่างนี้เสียแล้ว
แม่เห็นฉันคีบอาหารพลิกไปพลิกมาไม่ยอมกิน ก็พูดด้วยความน้อยใจว่า
“ไป แม่จะไปส่งขึ้นรถเที่ยวสุดท้าย”

ฟ้ามืดแล้ว แม่เกาะแขนฉันแน่นแล้วพูดว่า
“เดินคันนาไม่เป็นแล้วใช่ไหม? ระวังตกคันนานะลูก!”
ตอนที่แม่ส่งฉันขึ้นรถ ก็เฝ้าย้ำกำชับคำให้ฉันดูแลตัวเอง ดูแลลูกๆ และสามี ให้กินข้าวอย่าอด วกไปวนมาซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จนถึงเวลารถออก แม่จึงรีบเดินลงจากรถ แต่อารามรีบร้อนขากางเกงของแม่เกี่ยวกับประตูรถ จนทำให้แม่เซล้มลงไป ฉันตกใจร้องเสียงหลง
“แม่ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า?”
แต่ดูเหมือนแม่ไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันถามไป เมื่อแม่ลุกขึ้นได้ก็ตะโกนบอกฉันว่า
“ลูกจ๋า แม่ไม่เคยโกรธลูกนะ แม่รู้ว่าหนูงานยุ่ง”

หลังจากกลับมา ดูเหมือนแม่จะไม่ค่อยโทรมาเรียกฉันให้กลับบ้านเหมือนเดิมแล้ว คงเป็นเพราะฉันไปอยู่กับแม่มาหลายวัน ทุกครั้งที่โทรมา ก็ได้แต่เล่าให้ฉันฟังว่า วัวที่บ้านออกลูกอีกตัวหนึ่งแล้ว ปีหน้าแม่จะปลูกผักและผลไม้ในสวนหลังบ้านให้มากขึ้น ฉันก็ได้แต่ฟัง ฟัง และก็ฟัง ฉันรู้สึกสุขใจที่แม่ยังอยู่กับฉัน

ปลายปีนั้น อยู่ๆ ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากป้า
“แม่ของเธอป่วยหนัก รีบๆ กลับมานะ ก่อนที่จะไม่ได้ดูใจ!”
ฉันไม่เชื่อป้าอีกแล้ว คราวที่แล้วก็หลอกฉันอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อวันก่อนฉันยังคุยโทรศัพท์กับแม่อยู่เลย แม่บอกว่าแม่สบายดี ไม่ต้องห่วงแม่ มาวันนี้ป้าหลอกฉันไม่สำเร็จหรอก แต่ป้าก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เครียด บอกกับฉันว่าจะอย่างไรก็ต้องกลับมา
แม้รู้ว่ามันไม่เป็นความจริง แต่ฉันก็เลือกที่จะกลับบ้านตามคำบอกของป้า
ฉันนั่งรถกลับบ้านด้วยความสุขใจ เกือบครึ่งปีแล้วสินะ ที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมแม่ คิดไปฉันก็มีความสุข เมื่อถึงสถานีในอำเภอ ฉันเห็นขนมอิ๋วเกา(คล้ายไข่หงส์)ที่แม่ชอบกิน ก็เลยซื้อไปฝากแม่กล่องใหญ่ จากนั้นก็นั่งรถเข้าบ้าน

เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าหมู่บ้าน ฉันชะโงกหน้ามองหาแม่ คราวนี้แม่ไม่ได้ออกมารับฉันเหมือนเคย ฉันสะท้านวาบ หรือสิ่งที่ป้าบอกจะเป็นความจริง ฉันรีบวิ่งลงจากรถเข้าบ้าน
ญาติพี่น้องเต็มบ้านไปหมด เกิดอะไรขึ้นกับแม่! ป้าออกมารับฉันหน้าบ้าน ป้าบอกว่า ตอนที่ป้าโทรบอกฉันนั้น แม่ได้สิ้นใจไปแล้ว แม่จากไปด้วยอาการสงบ ป้าบอกอีกว่า หมอตรวจพบว่าแม่เป็นมะเร็งเมื่อกลางปี แต่แม่ไม่ยอมบอกใคร แม่ยังช่วยเพื่อนบ้านทำงานอย่างมีความสุขเหมือนเดิม อีกทั้งแม่ก็ได้แอบเตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว แม้แต่ป้าที่อยู่กับแม่ทุกๆ วัน ก็เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ป้าบอกกับฉันว่า ดวงตาของแม่ข้างหนึ่งเป็นต้อกระจกตั้งนานแล้วจึงมองไม่เห็น แม่ไม่ยอมให้ใครบอกฉัน เพราะกลัวค่ารักษาที่แพงเกินไป แม่กลัวว่าฉันจะยุ่งยาก ฉันกอดขนมอิ๋วเกาไว้แน่น จิตใจสับสนหดหู่เหมือนมีใครมาควักหัวใจของฉันออกไป

คงเป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง เมื่อกลางปีที่ผ่านมา แม่จึงโทรหาฉันทุกวัน เรียกให้ฉันกลับบ้านทุกครั้งที่โทร ตอนที่ฉันกลับบ้านครั้งที่แล้ว ทำไมแม่เอาแต่จ้องมองฉัน ฟังฉันพูดไปหัวเราะไป นั่งเฝ้าฉันตอนที่ฉันนอนพักช่วงบ่ายเสมอ กับข้าวมื้อสุดท้ายที่ฉันคีบพลิกไปพลิกมาไม่ยอมกิน แม่ตั้งใจทำให้ฉันกินทั้งๆ ที่ตาของแม่มองเห็นเพียงข้างเดียว ฉันทำลายน้ำใจของแม่ ทำไมฉันเลวอย่างนี้ ฉันทำอย่างนี้กับแม่ได้ยังไง? ค่ำวันนั้นที่แม่เดินมาส่งฉัน แม่กอดแขนฉันไว้แน่น แม่บอกว่ากลัวฉันเดินตกคันนา แท้จริงแล้วเป็นเพราะแม่มองไม่ค่อยเห็นทางต่างหาก! แล้วแม่เดินกลับบ้านยังไง! แม่มองเห็นทางไหม? ฉันอกตัญญูจริงๆ!
แม่จ๋า ในตอนที่ตาของแม่แทบจะมองไม่เห็น แม่กลับเล่าเรื่องวัวน้อยที่เพิ่งคลอดออกมา เล่าเรื่องดอกถั่วฝักยาวที่สวยงามเหมือนชุดที่ฉันเคยใส่ในตอนเด็กๆ
แม่จ๋า ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แม่กลับเตรียมการไว้ทุกอย่าง เหลือไว้แต่ความรักความห่วงหา จากลูกไปโดยไม่ทันได้เห็นหน้า
แม่จ๋า หนูรู้ แม่คือคนเดียวในโลกที่ไม่เคยโกรธหนู เพราะแม่รักหนูมาก หนูจึงปล่อยให้แม่รอหนูตั้งนานขนาดนี้
แม่จ๋า หนูงานยุ่งจนไม่มีเวลากลับไปหาแม่เลยหรือ……

ที่มา: นุสนธิ์บุคส์

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

Post Navigation