2-2_150-2

โรงเรียนของเรามีเด็กนักเรียนที่มาจากหลายหมู่บ้าน ฐานะของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ในสมัยนั้น เศรษฐกิจไม่สู้จะดี เด็กนักเรียนทุกคนจึงต้องหิ้วปิ่นโตมากินที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนที่นั่งเรียนติดกับผมก็เหมือนกัน กับข้าวที่เขาเอามาเป็นกากเต้าหู้ทุกวันเลย แต่ของผมหากไม่ใช่แฮมก็เป็นไข่เจียว ปิ่นโตของเราสองคนจึงต่างกันราวฟ้ากับดิน

ทุกครั้งที่เพื่อนคนนี้จะกินข้าวกลางวัน เขาก็จะหยิบเศษผมที่อยู่ในปิ่นโตออกก่อนทุกครั้ง จากนั้นเขาก็กินอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่พวกเราที่เห็นกลับรู้สึกพะอืดพะอมแทน

“แม่ของเขาต้องเป็นคนสกปรกแน่ๆ ไม่อย่างงั้นจะมีเส้นผมติดมาทุกวันได้ยังไง!” เพื่อนๆต่างแอบนินทาเขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูด กลัวว่าเขาจะอับอาย ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีใครนั่งกินข้าวกลางวันกับเพื่อนคนนี้ และก็ไม่ค่อยมีใครคบเขาเป็นเพื่อน

อยู่มาวันหนึ่งหลังจากเลิกเรียนแล้ว เพื่อนคนนี้ก็เรียกผมให้หยุด
“นายรีบกลับหรือเปล่า! ไปเที่ยวบ้านเราไหม?”
แม้ผมจะไม่ค่อยอยากจะไป แต่ว่า หลังจากที่เรียนด้วยกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยปากชวนเพื่อนไปเที่ยวบ้านเป็นครั้งแรก ดังนั้น ผมจึงไม่กล้าปฏิเสธ ก็เลยตามเพื่อนไปบ้านของเขาอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก

บ้านของเขาอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีฐานะยากจนมาก เมื่อถึงหน้าบ้านเขาก็ตะโกนบอกกับแม่ของเขา
“แม่ครับ ผมพาเพื่อนมาเที่ยวครับ”
เมื่อสิ้นเสียงของเพื่อน ประตูบ้านก็เปิดออก ผมเห็นแม่ของเขายืนอยู่ที่ประตู
“ไหน! มาให้แม่ดูหน่อยสิ คนไหนที่เป็นเพื่อนของลูก!”
แล้วผมก็เห็นแม่ของเพื่อนใช้มือค่อยๆคลำผนังบ้านเดินออกมา แม่ของเขาตาบอด!
ผมแอบถอนหายใจ รู้สึกคัดจมูก ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี!

กับข้าวที่เป็นกากเต้าหู้ของเพื่อนที่เอาไปทานกลางวันทุกวันนั้น แม่ผู้ตาบอดคนนี้เป็นคนทำให้เขา นั่นไม่ใช่แค่อาหารกลางวัน แต่มันผสมความรักของแม่ลงไปทุกมื้อ ดังนั้น เส้นผมที่ติดปิ่นโตไปทุกวัน มันเป็นความรักที่แม่ได้ลงมือทำนั่นเอง

# คุณๆครับ เหมือนกับเรื่องราวมากมายที่เราได้พบเจอมา หากคุณรู้ความจริง คุณก็คงไม่ด่วนตัดสินใจใช่ไหมครับ?

ที่มา: นุสนธิ์บุคส์

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

Post Navigation