เมืองโสฬสซึ่งเป็นเมืองอสูร ปกครองโดย “ตรีบูรัม” (บางทีเรียก ตรีปุรัม) เป็นราชาอสูรผู้เกรียงไกร ใครๆ ก็เกรงขามในฤทธิ์เดช   ครั้งหนึ่ง ตรีบูรัมต้องการที่จะมีฤทธิ์เดชที่เหนือกว่าเทพเทวาทั้งปวง แม้แต่พระนารายณ์ก็ไม่อาจเอาชนะได้ จึงจัดทำพิธีกองกูณฑ์อัคคี ใต้ต้นรังใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำสารภู ใช้เวลานานถึงเจ็ดปีเจ็ดวัน จึงสำเร็จพิธี

ฝ่ายพระอิศวรประทับอยู่บนราชอาสน์ แห่งไกรลาสวิมาน ได้เพ่งตาทิพย์ลงมาเห็น ตรีบูรัมทำพิธีอยู่ริมน้ำสารภู  ก็ทรงโคอุศุภราช แล้วเหาะมาหาตรีบูรัม และถามไปว่า ที่มาทำพิธีกองกูณฑ์อัคคีเป็นเวลาช้านานถึงเจ็ดปีเจ็ดวัน มีประสงค์อะไร ตรีบูรัมจึงทูลตอบไปว่า ต้องการพรศักดิ์สิทธิ์ให้มีฤทธิ์เดชมหาศาล แม้แต่องค์พระนารายณ์ก็มิอาจจะสังหารตนได้ พระอิศวรจึงประทานพรตามที่ขอ แล้วกำชับว่า เมื่อได้พรแล้วจงอย่านำไปใช้ในทางไม่ดี อย่าใช้ย่ำยีทำร้ายร้ายคนอื่น ขอให้จำคำสั่งสอนของกูเอาไว้ให้ดี แล้วจงกลับไปปกครองกรุงโสฬสให้มีความสุขเถิด ฝ่ายตรีบูรัมก็รับปากพระอิศวรว่าจะปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ประพฤติความดีไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ พระอิศวรจึงทรงโคอุศุภราชกลับสู่พิมานไกรลาสสถานดังเดิม

ฝ่ายตรีบูรัมกลับถึงนครโสฬส ก็ผิดคำพูดต่อพระอิศวร ประพฤติชั่วไม่เกรงใจผู้ใด ด้วยการเหาะขึ้นไปบนสรวงสวรรค์แล้วบังคับนางฟ้านางสวรรค์ซึ่งเป็นบาทบริจาริกา ของเหล่าเทวดาให้มาร่วมรักเป็นบาทบริจาริกาของตน ในทุกสวรรค์ชั้นฟ้า ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราช  ชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต ล่วงไปถึงชั้น นิมมานรดี  ปรนิมมานรดี ก็ไม่มีว่างเว้น เที่ยวประพฤติบังคับเริงรักกับนางฟ้าจนสมใจตนแล้วจึงเหาะกลับเมืองโสฬส

392ab9_7d02fe6b2bd141efaf3615233fc83609

เหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหกชั้นฟ้า ต่างก็ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความอับอายกันถ้วนหน้า ต่างก็พากันมาเฝ้าพระอิศวรที่ไกรลาสเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องก็โกรธที่ยักษ์ตรีบูรัม ผิดสัตย์วาจาที่ให้ไว้กับตน ใช้พรวิเศษในทางที่ไม่ถูกไม่ควร จึงปรึกษากับพระอินทร์ ศึกคราวนี้คงจะไม่มีผู้ใดปราบตรีบูรัมได้ แม้แต่พระนารายณ์หรือพระพรหมก็คงเอาชนะพญามารผู้นี้ได้ เนื่องจากได้รับพรวิเศษจากตน จึงเรียกเทวาผู้ใกล้ชิด ชื่อ “จิตตุบท” และ “จิตุบาท” ให้ไปเชิญพระนารายณ์และพระพรหมมาช่วยกันหาทางเอาชนะศึกนี้เพื่อความสุขสงบไปทั่วโลกมนุษย์ สวรรค์ชั้นฟ้า และบาดาล

เมื่อพระนายรายณ์และพระพรหมมาเข้าเฝ้า พระอิศวรก็ตรัสว่า การปราบยักษ์ตรีบูรัมครั้งนี้เป็นศึกที่ใหญ่หลวงนัก จะต้องถูกเล่าขานต่อไปอีกยาวนานตราบเท่าการเล่าขานเรื่องพระนารายณ์อวตารปราบยักษ์ เพราะด้วยพรวิเศษที่ได้รับไปว่ามิมีใครสังหารได้ องค์พระอิศวรจึงต้องออกโรงไปทำศึกด้วยตนเอง แล้วก็คิดอุบายสร้างอาวุธเพื่อใช้สังหารพญายักษ์ตรีบูรัม โดยเอาพลังของพระพรหมสร้างเป็นเสื้อเกราะ แล้วใช้กำลังของพระสุเมรุเป็นคันธนู ชื่อ “มหาโลหะโมลี” แล้วเอาพญาอนันตนาคราช ให้มาเป็นสายธนู เอากำลังพระนารายณ์เป็นลูกธนู กลายเป็นอาวุธที่วิเศษสุดไม่มีเทพศัตราวุธใดๆเทียบได้ สำหรับใช้ฆ่าตรีบูรัม

เมื่อมีอาวุธแล้วก็สั่งจัดกองทัพ โดยจัดแบ่งหน้าที่คือ

พระขันธกุมาร (ลูกชายพระอิศวร) เป็นทัพหน้าคุมอสูรหน่วยพิฆาต

พระราหู เป็นคนถือธงชัยประจำทัพ

พระพิเนตร (พิฆเณศ – ลูกของพระอิศวรอีกองค์ ที่มีหัวเป็นช้าง) เป็นแม่ทัพคุมกองทัพปีกซ้ายคุมผีพราย

พระพินาย (น้องชายพระพิเนตร – เจ้าแห่งช้าง ผู้สร้างช้างเอราวัณ) เป็นแม่ทัพคุมกองทัพปีขวาคุมคนธรรพ์

พระกาล (เทพแห่งเวลา ที่ล่วงรู้การเกิดการตายของสรรพสิ่ง) คุมเกียกกาย (กองเสบียง) และเหล่าวิทยาธร

ท้าวเวสสุวรรณ (ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเจ้าแห่งยักษ์) เป็นยกกระบัตร (กองดูแลอาวุธ) คุมพวกยักษ์

พระเพลิง (เจ้าแห่งไฟ) เป็นกองหลัง คุมพวกอสุรกายและภูต

มีพระอิศวรทรงโคอุศุภราชเป็นแม่ทัพใหญ่ แล้วก็ยกทัพไปล้อมเมืองโสฬสของตรีบูรัมไว้

teeburum

ตรีบูรัม เมื่อเห็นมีทัพมาล้อมเมืองไว้ โดยมิได้รู้ว่าเป็นทัพใครก็โกรธ เรียกไพร่พลเสนายักษ์เตรียมจัดทัพไว้รับมือเหล่าข้าศึก  แล้วจัดกระบวนทัพทรงมหาพิชัยราชรถ ออกไปรับศึกนอกเมือง เมื่อเผชิญหน้ากับพระอิศวรจึงได้รู้ว่าศึกพระชิดเมืองครั้งนี้เป็นทัพของพระอิศวร ก็เกิดความเกรงกลัว แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา แต่ก็ร้องถามไปว่าตนเองทำผิดอันใด พระอิศวรผู้เป็นใหญ่ถึงได้ยกทัพมารังแก  พระอิศวรจึงตอบว่ามึงผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้ในวันขอพร ประพฤติผิดธรรมเนียมประเพณี สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ แก่มนุษย์ ฤาษี เทวาและนางฟ้า ไม่อาจอยู่อย่างสงบสุข

ได้ฟังดังนั้นแล้ว ตรีบูรัม ยังคงใจกล้า จะรบให้มันได้รู้ไปว่าถ้าแพ้ก็แพ้พระอิศวร ถ้าถึงตายก็คงเป็นพรหมลิขิตว่าต้องตาย จึงสั่งเหล่าทหารให้เข้ารบกับกองทัพของพระอิศวรอย่างกล้าหาญ ฝ่ายพระขันทกุมารก็นำทัพผีเข้าตีทัพยักษ์แตกบ่ายกลับไป เมื่อตรีบูรัม เห็นฝ่ายตนเพลี่ยงพล้ำ ก็ชักราชรถออกมาสูรบเอง เสียงดั่งสนั่นสั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ ดังแผ่นดินจะทรุดด้วยฤทธิ์ของพญายักษ์ เมื่อพระอิศวรเห็น ตรีบูรัมออกมารบด้วยตนเองก็ขับโคออกไป แล้วพระอิศวรก็หยิบศรพระนารายณ์ ขึ้นพาดสายแล้วก็ยิงออกไป แต่ยิงไปสามครั้งก้ไม่หลุดจากสาย เนื่องจากพระนารายณ์ที่เป็นศรนั้นกำลังนอนหลับสนิท ด้วยความโกรธของพระอิศวรจึงขว้างธนูออกไป เมื่อลูกศรตกถึงพื้น พระนารายณ์ถึงตื่นจากหลับ แล้วเข้ามากราบพระอิศวรเพื่อขออภัย แล้วบอกกับพระอิศวรว่า ที่ตนหลับไปนั้นเป็นเพราะพรวิเศษของพระอิศวรเอง ที่ให้กับตรีบูรัมไว้ ว่า แม้แต่พระนารายณ์ก็ไม่อาจฆ่าขุนมารผู้นี้ได้ จึงส่งผลให้พระนารายณ์นอนหลับ พระอิศวรมิอาจแผลงศร เพื่อฆ่าตรีบูรัมผู้นี้ได้

เมื่อพระอิศวรทราบดังนั้น ก็หายโกรธพระนารายณ์ และบอกว่าเมื่อธนูนี้สังหารตรีบูรัมไม่ได้ เราจะใช้ตาไฟ (ตาที่สามกลางหน้าผากพระอิศวร) บันดาลเพลิงกรดให้เผาตรีบูรัม แต่ถ้าตาไฟเปิดไฟจะไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระอิศวรจึงใช้กล้องมณี (คล้ายๆ กล้างส่องทางไกลโบราณแบบที่ดูด้วยตาข้างเดียว) ส่องเล็งไปที่ตัวยักษ์ตรีบูรัม แล้วก็เปิดตาไฟ พริบตาเดียวไฟกรดก็เผาไหม้ตรีบูรัมสิ้นชีพไป

เมื่อจบศึกตรีบูรัมครั้งนี้ พระอิศวรจึงสั่งให้มอบธนูมหาโลหะโมโล เก็บไว้ที่กรุงมิถินา ส่วนเกราะแก้วนั้นให้ พระอัคตะดาบสเป็นผู้เก็บรักษาไว้เพื่อมอบให้กับพระนารายณ์ที่จะอวตารลงมาปราบยักษ์ในภายภาคหน้า แล้วก็ยกทัพกลับเขาไกรลาส

ที่มา: https://ramakien.wordpress.com/2017/04/23/มหาศึกตรีบูรัม/

Post Navigation