melai2

หลังจากกองกำลังทุกกลุ่มของสหรัฐฯได้ถูกเรียกตัวกลับฐานหลังจากคำสั่งหยุดยิง ความเสียหายก็เกินจะเยียวยาแล้ว มากกว่า 400 ชีวิตถูกสังหารอย่างไร้ทางสู้ ทั้งถูกยิง ถูกแทง หั่นเป็นชิ้น และกระทำการต่างๆนานๆที่เป็นการดูหมิ่นร่างกายของเหยื่อ หญิงสาวบางคนโดนข่มขืน หมู่บ้านทั้งหมดลุกเป็นไฟ หมีลายจากที่มีประชากรประมาณ 700 คน ภายใน 4 ชั่วโมงเหลือไม่ถึง 300 ชีวิตโดยทั้งหมดล้วนเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ ผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ครั้งนี้ได้บอกกล่าวไว้ว่า พวกเขาที่เหลือต้องใช้เวลาถึง 3 วันในการฝังศพของเหยื่อทั้งหมด

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าการสังหารหมู่ในหมีลาย คือความพยายามของ The 11th Brigade เพื่อที่จะปกปิดสิ่งที่กองกำลังของตัวเองได้กระทำต่อกองทัพสหรัฐฯ Ernest Medina ผู้กำกับของกองพลน้อยที่ 11 อ้างและรายงานต่อกองทัพว่า การปฎิบัติการในครั้งนั้นสามารถกำจัดทหารเวียตกงไปได้ถึง 128 คน ซึ่งเป็นรายงานที่จำนวนสูงที่สุดในทุกปฎิบัติการของวันนั้น แต่ว่ามีอาวุธเพียงแค่ 3 ชิ้นที่ถูกยึดมาได้ และเมื่อถูกถามว่ามีชาวบ้านกี่คนได้รับผลกระทบจากการปฎิบัติงานของทหาร กลับมีรายงานว่าชาวบ้านเพียงราวๆ 20-28 คนเท่านั้นที่ตายจากลูกหลงของการปะทะ นายทหารระดับสูงหลายคนกล่าวชื่นชมผลงานครั้งนี้ของ C Company ว่าประสบความสำเร็จและเป็นหนึ่งในชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

ความจริงเกี่ยวกับหมีลายถูกเก็บงำไว้ใต้เงาอยู่ถึงหนึ่งปีกว่าที่สาธารณะจะรู้ถึงความโหดร้ายของทหารสหรัฐฯ ในปี 1969

การเปิดโปงเริ่มขึ้นจาก Ronal Ridenhour หนึ่งในทหารจากกองกำลังที่ 11th และเคยปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ของจังหวัดกวางหงาย ผู้มีความฝันอยากจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่วันหนึ่งระหว่างการพักที่เวียดนาม เขาได้ร่วมดื่มเบียร์กับเพื่อนทหารจาก C Company ที่อยู่ๆก็เริ่มเกริ่นเรื่องที่เกิดขึ้นที่หมีลาย ทั้งการฆ่า การยิง และการกระทำต่างๆต่อชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ Ridenhour ไม่อยากจะเชื่อและรับไม่ได้กับสิ่งที่รู้มา ทั้งทางกองทัพสหรัฐฯที่นี่ก็ดูจะรู้เห็นเป็นใจที่จะปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

นับจากวันนั้น Ridenhour จึงตั้งใจที่จะรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ และเหยื่อที่หมีลายจะได้รับความยุติธรรม เขาคุยกับทุกคนในกองกำลัง ถามข้อมูลทุกอย่างเท่าที่จะถามได้และบันทึกไว้ เมื่อเขากลับไปที่อเมริกา เขาได้เขียนจดหมายและส่งออกไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯจำนวน 30 คน และหนึ่งในนั้นคือ General William Westmoreland ผู้สั่งการสูงสุดของการปฎิบัติการในเวียดนามของกองทัพสหรัฐฯในขณะนั้น เขาไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เขียนในจดหมายนั้นคือความจริงและสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที

เมื่อการตรวจสอบดำเนินไป ก็ทำให้ทางกองทัพได้พบกับหลักฐานต่างๆมากมาย จากการตรวจสอบธรรมดากลายเป็นการสืบสวนคดีอาชญากรรมทางสงคราม ร้อยตรี Calley หัวหน้ากองกำลังที่ 1 ของปฎิบัติการหมีลาย 4 ถูกเรียกตัวกลับมาที่อเมริกาในฐานะผู้ต้องสงสัยและในเดือนกันยายนของปีนั้นเอง เขาก็ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมชาวบ้านในเวียดนาม 109 ราย

เหตุการณ์ที่ผู้คนคิดว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯกลับกลายเป็นการปกปิดอันน่ารังเกียจ การสืบสวนดำเนินไปพร้อมๆกับรายละเอียดความโหดร้ายถูกเปิดเผยต่อสาธารณะชน พยานกว่า 400 คนถูกสอบสวน รายงานการสอบปากคำมีความหนาถึง 20,000 หน้าถูกส่งฟ้องต่อศาลในเดือนมีนาคม ปี 1970

ในสำนวนส่งฟ้องมีการระบุถึงความโหดร้ายอำมหิตที่เหล่าทหารได้กระทำในหมีลาย ทั้งการฆ่า การสังหารหมู่ การข่มขืน และดูหมิ่นชาวบ้าน รวมถึงนายทหารหลายคนที่ทราบเรื่องเป็นอย่างดีแต่ไม่คิดจะลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชา แม้ว่าหลักฐานและพยานจะมีพร้อม แต่ปรากฎว่า ทหารประมาณ 30 นาย (ทั้งที่ยังประจำการอยู่และปลดประจำการแล้ว) ที่ควรจะถูกนำตัวมารับโทษกลับมีคำพิพากษาว่า ไม่มีความผิดแต่อย่างใด ในท้ายที่สุด มีเพียงร้อยตรี Calley เท่านั้นที่ถูกจับกุมและต้องโทษถูกคุมขังตลอดชีวิต ทว่าเพียงแค่ 3 วันหลังจากนั้น เขาก็ถูกปล่อยตัวออกมาและโทษเหลือเพียงแค่การกักบริเวณ สรุปแล้ว ร้อยตรี Calley รับโทษทั้งหมดเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นก่อนจะถูกปล่อยเป็นอิสระ

(มีต่อ…)

ที่มา: https://www.facebook.com/madworldTH/posts/663308357046965:0

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Post Navigation