melai1

หมีลาย เป็นหนึ่งในหมู่บ้านขนาดเล็กของหมู่บ้านสงเติ๋นในจังหวัดกวางหงายของประเทศเวียดนาม ณ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น หมีลายมีประชากรประมาณ 700 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั่วไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนามที่สหรัฐอเมริกาพยายามเข้ามากำจัดระบอบคอมมิวนิสต์

ย้อนไปในเช้าตรู่ของวันที่ 16 มีนาคม 1968 กลุ่มกองกำลังทางทหารของสหรัฐอเมริกากว่าร้อยคนจาก Charlie Company – 11th Brigade เข้าปฎิบัติหน้าที่ภายใต้การปฎิบัติการชื่อ Task Force Barker ซึ่งหมายถึงการล่าและสังหารเหล่าเวียตกงโดยเฉพาะในพื้นที่ของหมู่บ้านสันมายซึ่งโดยรวมแล้วเป็นพื้นที่ไร่นา ภายใต้การนำของร้อยเอก Ernest Medina โดยหนึ่งในกองกำลังนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของร้อยตรี William Calley Jr. รับคำสั่งเข้าไปสำรวจในพื้นที่ของหมู่บ้านหมีลายที่เชื่อว่ามีทหารเวียตกงแอบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งถ้าหากเจอละก็ พวกเขาสามารถฆ่าทิ้งและยึดอาวุธทั้งหมดกลับมาได้เลย

กองกำลังของร้อยตรี Calley เข้าสู่พื้นที่หมู่บ้านหมีลายในช่วงเช้าของเวลานั้น และตามคำให้การของทหารภายในกองกำลังภายหลังทำให้ทราบว่า ในตอนแรกนั้นผู้คนในหมู่บ้านไม่ได้ดูตื่นตระหนกกับการปรากฎตัวของพวกเขาแต่อย่างใด ทว่าการฆ่าก็เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ เขามองดูอยู่สักพักและได้เห็นสมาชิกในกองกำลังของตนแทงชายชาวเวียตนามด้วยดาบปลายปืน ก่อนที่คนๆเดียวกันนั้นจะผลักชาวบ้านอีกคนลงไปในบ่อน้ำและโยนระเบิดลงไป หลังจากนั้นเขาได้เห็นชาวบ้านราว 15 – 20 คน ซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็กที่กำลังร้องไห้และสวดมนต์ถูกสังหารทั้งหมดด้วยการยิงเข้าที่ศีรษะ พลทหารบางคนยอมรับว่า ทำตามคำสั่งให้ยิงของร้อยตรี Calley เพราะเขาเป็นหัวหน้าและน่าจะรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งร้อยตรี Calley เองก็เป็นคนนำการยิงในตอนแรกๆอีกด้วย

ความโหดร้ายของเหล่าทหารหนุ่มจึงเริ่มดำเนินไปโดยเพิ่มดีกรีความบ้าคลั่งขึ้น แต่ไม่ใช่ทหารทุกคนที่ทำตามคำสั่งโดยไม่คิดคำนึงถึงมนุษยธรรม หนึ่งในนั้น พลทหาร Herbert L. Carter ตัดสินใจยิงเข้าที่เท้าของตนเองตั้งแต่แรกที่การฆ่าเริ่มเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ถูกนำตัวออกจากพื้นที่ เพราะเขาไม่อยากมีส่วนร่วมและเป็นพยานในสิ่งที่เห็น บางคนเลือกที่ยืนดูเฉยๆและปฎิเสธการทำตามคำสั่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพียงการฆ่าชาวบ้านที่บริสุทธิ์ และอีกหลายๆคนที่ได้ลงมือทำตามก่อนจะมาฉุกคิดได้และหยุดตัวเองได้ทัน

ทั้งนี้ การยืนหยัดในความถูกต้องของทหารไม่กี่คน ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านในหมีลายมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่าไหร่นัก ชาวบ้านอีกกว่า 70-80 คนได้ถูกต้อนไปรวมกันที่คูน้ำทางตะวันออกของหมู่บ้านและถูกผลักให้ลงไป ก่อนจะถูกฆ่าโดยคำสั่งของร้อยตรี Calley ซึ่งเขาเองก็ลงมือด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือพลทหาร Paul Meadlo ซึ่งระหว่างการสืบสวนเค้าได้ยอมรับว่า ใช้กระสุน M16 ไปหมดไปประมาณ 2 – 3 ชุดในการยิงครั้งนั้น ทั้งยังได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งพยายามสื่อสารออกมาโดยพูดว่า “No VC” (ไม่มีทหารเวียตกง) พร้อมปกป้องเด็กๆของเธอ พลทหาร Meadlo ยังยอมรับอีกว่า เขาได้ยิงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังอุ้มทารกอยู่ด้วยความคิดที่ว่าความจริงแล้วผู้หญิงคนนั้นกำลังอุ้มระเบิดห่อผ้าอยู่และกำลังจะโยนใส่พวกเขา อดีตพลทหารอีกคนชื่อ Dennis Konti ก็ได้ให้การไปในทำนองเดียว เขาเห็นผู้หญิงหลายคนใช้ตัวเองเป็นโล่ปกป้องเด็กๆจากการถูกยิง เด็กบางคนจึงยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้าหากมีเด็กคนไหนที่โตพอแล้วพยายามลุกเพื่อหนีขึ้นมาละก็ ร้อยตรี Calley จะยิงทิ้งด้วยตัวเองทันที

หนึ่งในคนที่เป็นพยานสำคัญและมีส่วนสำคัญที่เก็บหลักฐานต่างๆไว้ได้ในช่วงเวลาเหตุการณ์นั้นคือ Ronald L. Haeberle ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นตากล้องประจำกองกำลัง เขาได้เก็บภาพความโหดร้ายไว้มากมาย ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าเหยื่อของเหตุการณ์นี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนชราไร้อาวุธ มีอยู่ตอนหนึ่งที่เขาได้เก็บภาพของชายชราคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่กับพื้นก่อนจะเดินจากมา ไม่ถึง 50 เมตร เขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็พบว่า ชายชราผู้นั้นได้ถูกยิงเสียชีวิตแล้วด้วยเพื่อนทหารของเขานั่นเอง

ระหว่างการฆ่าอย่างไร้ความปราณีได้ดำเนินไป พันจ่าเอก Hugh Thompson Jr. ผู้บังคับเฮลิคอปเตอร์เหนือพื้นที่นั้นได้สังเกตเห็นศพและช้าวบ้านผู้บาดเจ็บมากมาย ลูกบินบนเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นได้พยายามใช้วิทยุสื่อสารติดต่อภาคพื้นดินเพื่อขอส่งกำลังเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่ว่าไม่ได้ผล พวกเขาจึงนำเครื่องลงจอดใกล้คูน้ำที่พวกเขาเห็นว่ามีร่างของเหยื่อบางคนในจำนวนศพมากมายที่กองทับถมกันอยู่นั้นขยับ ในตอนแรก Thompson ได้ลงไปเจรจา แต่ Calley ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือใดๆด้วยนอกจากยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำตามคำสั่งเท่านั้น Thompson ไม่รู้จะทำเช่นไรจึงยอมถอยและนำเครื่องขึ้น ระหว่างนั้นเองเขาก็เห็นกับตาว่า พลทหารคนหนึ่งที่เขาคุยด้วยก่อนหน้านี้ยิงซ้ำเข้าไปคูน้ำ ทั้งยังมีหญิงสาวถูกเตะก่อนจะถูกยิงด้วยปืนระยะไกล ตอนนั้นเองที่ Thompson เห็นกลุ่มชาวบ้านไร้อาวุธอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในหลุมหลบซ่อนกำลังถูกทหารอเมริกันล้อม เขาจึงสั่งนำเครื่องลงจอดเพื่อช่วยเหลือทันที และบอกกับลูกเรือของเขาว่า หากมีทหารคนไหนที่เปิดฉากยิงใส่ชาวบ้านละก็ สามารถยิงต่อสู้ได้เลย ซึ่งระหว่างที่เข้าไปช่วยเหลือนั้น Thompson ได้เจอกับร้อยตรี Stephen Brooks และต่อรองเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเหล่านี้ขึ้นมา ทว่า Brooks ตอบกลับมาได้หน้าตาเฉยว่า ทางเดียวที่จะเอาพวกนั้นขึ้นมาจากหลุมหลบภัยคือโยนระเบิดมือลงไปซะ Thompson จึงเผชิญหน้ากับเขาและบอกให้ Brooks กับกองของเขาอยู่เฉยๆซะ (ทาง Brooks ก็ไม่ขัดขืนอะไร เนื่องจากไม่ได้อยากจะสู้กันเอง) Thompson และพวกจึงได้ช่วยชาวบ้านราว 16 คนจากหลุมหลบภัยนั้น หลังจากนั้นพวกเขาก็บินกลับไปยังคูน้ำแรกที่ลงจอดเพื่อช่วยเหลือบางคนที่ยังรอดชีวิตจากการถูกรุมยิงก่อนหน้านี้

ภายในเวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง การปฎิบัติการก็จบลงด้วยการคร่าชีวิตของคนในหมู่บ้านไปกว่า 400 ชีวิต (มีรายงานไม่แน่ชัดในเรื่องจำนวน แต่จะอยู่ที่ประมาณ 350 – 500 คน) ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนชรา (เนื่องจากเวลาเช้า เป็นเวลาที่ผู้ชายในหมู่บ้านออกไปทำงานตามไร่นาและแม่น้ำ) ซึ่งต่อมาพบว่า มีศพหญิงสาวบางรายถูกข่มขืนอีกด้วย นอกจากนี้กระท่อมทุกหลังก็ถูกจุดไฟเผา การฆ่าสิ้นสุดลงเมื่อ Thompson ได้แจ้งให้หัวหน้ารับทราบและรีบติดต่อไปหยั่งผู้บังคับบัญชา ก่อนจะมีคำสั่งให้หยุดการยิงทุกอย่างเพื่อยุติการฆ่าหมู่ในครั้งนี้

(มีต่อ…)

ที่มา: https://www.facebook.com/madworldTH/posts/662940040417130:0

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Post Navigation