6a00d8341ef22f53ef0112796d6de828a4

หญิงสาวนางหนึ่ง หลังจากแต่งงานไปแล้ว ยามที่เธอพบเห็นใครมีบ้านหลังใหญ่โต มีรถหรูๆขับ เธอมักจะโทษกล่าวและเสียใจที่ตนเองช่างไม่มีวาสนาเทียบใครเขาได้
ในวันหยุดครั้งหนึ่ง เธอกลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้าน เธอระบายความขุ่นเคืองที่อัดอั้นอยู่ในใจให้แม่ฟัง แม่ของเธอได้แต่รับฟังและก็ยิ้มไม่พูดอะไร!

เมื่อถึงเวลากินข้าว แม่ของเธอก็เปิดตู้หยิบชามข้าวออกมาหลายใบ มีทั้งชามสแตนเลส ชามเซรามิก และชามกังใส นางเอ่ยกับลูกสาวว่า
“ลูกจ๋า รีบเอาชามไปใส่ข้าวเร็ว!”

คนในบ้านมี4คน เธอเลือกชามข้าวที่สวยที่สุดไป4ใบ เหลืออีก4ใบที่เธอไม่เลือก
รอลูกสาวตักข้าวใส่ชามเสร็จแล้ว นางจึงชี้มือไปที่ชามทั้ง4ใบที่ถูกทิ้งไป
“ลูกจ๋า ลูกเห็นอะไรหรือเปล่า? ชามที่ลูกเลือกไปใส่ข้าวนั้น มีแต่ใบสวยๆทั้งนั้น แต่ใบอื่นๆแม้จะใส่ข้าวได้เหมือนกัน ลูกกลับไม่ยอมใช้มัน ปล่อยมันไปไว้ไม่เห็นมันอยู่ในสายตา นี่เป็นเรื่องปกติ ใครๆก็อยากได้ชามที่สวยๆมาใส่ข้าวกันทั้งนั้น!”

เธอรู้สึกว่าวันนี้แม่พูดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ตั้งใจฟังในสิ่งที่แม่พูด
“ลูกรู้ไหม นี่คือที่มาของความคับแค้นใจในวาสนาของลูก เวลาเรากินข้าว เราต้องการข้าวไม่ใช่ชามที่สวยหรือไม่สวย แท้ที่จริง การแต่งงานก็เหมือนกับชามที่เรานำมาใส่ข้าว สวยหรือไม่สวยมันก็แค่รูปลักษณ์เปลือกนอก มีเพียงความรัก ที่เป็นข้าวที่อยู่ในชาม ข้าวหอมหรือไม่หอม ไม่เกี่ยวกับชาม ดังนั้น ต่อให้ชามที่ลูกถืออยู่เป็นชามสังกะสี หากในชามนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ขอเพียงลูกไม่ใส่ใจกับชามใบนั้น ลูกก็จะรู้ว่าลูกมีวาสนาเพียงใด! ”

วันที่ฟังแม่พูด เธอไม่ได้เข้าใจในทันที ยังรู้สึกงงๆกับหลักปรัชญาของแม่เสียด้วยซ้ำ จนอยู่มาวันหนึ่ง ที่เธอป่วยหนักด้วยโรคร้ายแรง สามีของเธอลาออกจากงานเพื่อมาอยู่ดูแลภรรยา จนถึงขั้นขายบ้านขาบช่องเพื่อทำการรักษาภรรยาอันเป็นที่รัก และสิ่งนี้ ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อโรคร้ายค่อยๆทุเลา ในสวนสาธารณะยามพลบค่ำ ผู้คนในละแวกนั้นก็มักเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งพยุงหญิงสาวที่ร่างกายซูบผอมมาเดินเล่นแทบทุกวัน
แม้ตอนนี้พวกเขาจะไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยเช่าบ้านคนอื่นอยู่อาศัย แต่เธอกลับรู้สึกถึงความโชคดีที่มีสามีคอยเคียงข้างคอยให้กำลังใจ เธอจึงรู้ว่า นี่คือวาสนา!

อยู่มาวันหนึ่ง แม่ของเธอก็ถามลูกสาวด้วยรอยยิ้มว่า
“ลูกจ๋า ยังรู้สึกด้อยวาสนาอยู่หรือเหล่า?”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“แม่คะ การมีเขาอยู่เคียงข้าง คือวาสนาของหนูแล้วคะ หนูเพิ่งรู้ การแต่งงานก็เหมือนกับชาม ความรักต่างหากที่เป็นข้าว ต่อให้ชามข้าวจะสวยหรือไม่สวย นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือ ชามใบนั้นมีข้าวหรือเปล่าต่างหาก!”

ชาม แม้จะสวยงามปานใด หากไม่มีข้าว ต่อให้ราคาแพงลิบ มันก็คือความว่างเปล่า
ชีวิตครอบครัวก็เช่นกัน หากปราศจากความรัก ต่อให้มากสมบัติพัสถาน ชีวิตคู่ก็ปราศจากซึ่งความสุข มีแต่ความทุกข์ไม่จบสิ้น

ที่มา: นุสนธิ์บุคส์

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

Post Navigation