1897990_440708949425285_6119403881462640775_n

พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา (บาเยงนอง ; บะยิ่นเหน่าว์จ่อถิ่นหน่อยะถ่า; 16 มกราคม 2059 – 10 พฤศจิกายน 2124) เป็นพระมหากษัตริย์พม่าจากราชวงศ์ตองอู เสวยราชย์ตั้งแต่ปี 2094 ถึงปี 2124 ทั้งเป็นพระมหากษัตริย์ไทย (อาณาจักรในยุคก่อน ตอนที่ยังไม่ได้รวมเป็นประเทศไทยเหมือนในปัจจุบัน) ล้านนา ล้านช้าง เงี้ยว และมณีปุระ

พระองค์ถือเป็นหนึ่งในสามมหาราชพม่าพร้อมด้วยพระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งราชวงศ์พุกาม และพระเจ้าอลองพญา แห่งราชวงศ์คองบอง สถานที่หลายแห่งในพม่าปัจจุบันตั้งชื่อตามพระนามพระองค์ ยังทรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทยว่า “พระเจ้าชนะสิบทิศ” จากนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ

 

พระเจ้าบุเรงนอง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2058 ก่อนพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เพียง 1 เดือน ตามความเชื่อของคนทั่วไป เชื่อว่าพระนามดั้งเดิมของพระองค์คือ “จะเด็ด” (ตามนิยายผู้ชนะสิบทิศ) แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระนามดั้งเดิมของพระองค์อาจออกเสียงว่า “จะเต็ด” โดยอาจแปลได้ว่า “เจ้าปลวกไต่” (จะ หมายถึง ปลวก, เต็ด หมายถึง ไต่ หรือ ป่ายปีน) และมีอีกหนึ่งหลักฐานที่ระบุว่า พระนามดั้งเดิมคือ “ฉิ่นแยทุต” โดยแปลได้ว่า “เจ้ายอดผู้กล้า” (ฉิ่น เป็นคำที่เรียกหน้าชื่อบุคคลสำคัญ แย หมายความว่า กล้าหาญ และ ทุต อาจแปลได้หลากหลาย แต่ในบริบทเช่นนี้ควรแปลว่า ยอด)

พระเจ้าบุเรงนอง ในนิยายผู้ชนะสิบทิศ กำเนิดเป็นบุตรของสามัญชนที่มีอาชีพปาดตาล แต่ข้อเท็จจริงแล้ว พระองค์เองมีเชื้อกษัตริย์ในตัว โดยเป็นบุตรชายของเมงเยสีหตู (สำเนียงพม่าออกว่า มินแยตี่หะตู่) ขุนนางระดับสูงผู้หนึ่งของพระเจ้าเมงจีโย พระราชบิดาของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมงเยสีหตูผู้นี้ เชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสถาปนาอาณาจักรตองอูร่วมกับพระเจ้าเมงจีโย และได้รับการอวยยศเป็นถึง เจ้าเมืองตองอู เมืองหลวงอีกด้วย

ในวัยเยาว์ พระเจ้าบุเรงนองเติบโตมาพร้อมกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ แม้มิได้เป็นพระญาติกันโดยสายเลือด แต่ทั้ง 2 ก็มีความผูกพันกันเหมือนพระญาติ เนื่องจากเมงเยสีหตูบิดาของพระเจ้าบุเรงนองก็เป็นบุคคลที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เคารพ โดยมีฐานะเป็นถึงพระอาจารย์ที่ปรึกษาขุนนางคนสำคัญ และมีสถานะอีกด้านเป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ด้วย โดยบุตรสาวของเมงเยสีหตูก็เป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และพระพี่นางของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นามว่าพระนางตะขิ่นจีก็เป็นมเหสีอีกองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนองด้วยเช่นกัน

พระเจ้าบุเรงนองก่อนขึ้นครองราชย์มีสถานะเป็นแม่ทัพคนสำคัญของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้พระนามของพระเจ้าบุเรงนอง ออกเสียงตามสำเนียงพม่าว่า “บะยิ่นเหน่าว์” มีความหมายว่า “พระเชษฐาธิราช” และมีพระนามเต็มว่า “บะยิ่นเหน่าว์จ่อถิ่นหน่อยะถ่า” (ไทยเรียกเพี้ยนเป็น “บุเรงนองกะยอดินนรธา”) แปลว่า “พระเชษฐาธิราชผู้ทรงกฤษดาภินิหาร” โดยพระนามนี้ เชื่อว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้พระราชทานให้ หลังจากพระเจ้าบุเรงนองชนะศึกนองโย อันเป็นศึกไล่ตามทัพของพระเจ้าสการะวุตพี กษัตริย์มอญ ที่เสียกรุงหงสาวดีให้แก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ อันเป็นเกียรติประวัติที่เลืองลือครั้งแรก ๆ ของพระองค์

พระนามต่าง ๆ ก็มีอีกมาก เช่น “เซงพะยูนีมยาตะเกง ภะวะเชงเมงตะยาจีพะยา” แปลว่า “พระมหาธรรมราชาช้างเผือกแลช้างเนียม” หรือ “ตะละพะเนียเธอเจาะ” อันแปลว่า “พระเจ้าชนะสิบทิศ” เป็นฉายาที่พบในศิลาจารึกของชาวมอญ และชาวตะวันตกรู้จักพระองค์ในพระนาม “บราจินโนโค่” (Braginoco)

โดยทิศทั้งสิบนี้ หมายถึง ทิศทั้งแปดตามความเชื่อทางพุทธศาสนา และยังรวมไปถึงทิศเบื้องบน คือ สรวงสรรค์ และทิศเบื้องล่าง คือ บาดาล อีกด้วย

พระเจ้าบุเรงนองนับเป็นกษัตริย์พม่าที่ทางพม่านับว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ 1 ใน 3 พระองค์ ด้วยความเป็นกษัตริย์นักรบอันเป็นที่ปรากฏพระเกียรติเลื่องลือ โดยยุคสมัยของพระองค์ อาณาจักรตองอูเข้มแข็งและแผ่ไพศาลอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่ลุ่มน้ำอิระวดีจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง มีประเทศราชต่าง ๆ มากมายในภูมิภาคอุษาคเนย์ ได้แก่ หงสาวดี ล้านช้าง ไทยใหญ่ เขมร ญวน อยุธยา เชียงใหม่ เป็นต้น

ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพม่าระบุว่า ก่อนพระองค์จะออกทำศึกคราวใด จะทรงนมัสการพระธาตุชเวมอดอ หรือที่ชาวไทยเรียกตามชาวมอญว่าพระธาตุมุเตา พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหงสาวดีก่อนทุกครั้ง จุดที่เชื่อว่าพระองค์ถวายการสักการะก็ปรากฏอยู่หน้าพระธาตุตราบจนปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่มิติของการเป็นนักรบเท่านั้น พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่เก่งกาจอีกด้วย ด้วยการสามารถปกครองและบริหารข้าทาสบริวารมากมาย ทั้งของพระองค์เองและของประเทศราช เช่น การยึดเอาพระราชวงศ์ที่สำคัญ ๆ ของประเทศราชต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในพระราชวังเพื่อเป็นองค์ประกัน เป็นต้น

เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2094 ด้วยการปราบดาภิเษก เพราะมีกบฏเกิดขึ้นมากมาย ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้

พระราชวังของพระองค์ที่หงสาวดี มีชื่อว่า “กัมโพชธานี” นับว่าเป็นพระราชวังที่ใหญ่โตสมพระเกียรติ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109 ปีที่ 15 ของการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์เรืองอำนาจสูงสุด พระองค์ตัดสินพระทัยเผาพระราชวังเก่าไปเนื่องจากมีการกบฏ พระราชวังกัมโพชธานีสร้างขึ้นโดยใช้แรงงานจากประเทศราชต่าง ๆ และพระองค์โปรดให้ใช้ชื่อประตูต่าง ๆ ตามชื่อของแรงงานประเทศราชที่สร้าง เช่น ประตูทางตอนเหนือปรากฏชื่อ ประตูโยเดีย (อยุธยา) ประตูตอนใต้ชื่อ ประตูเชียงใหม่ เป็นต้น

พระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2124 ด้วยอาการพระประชวร ขณะยกทัพไปตียะไข่ ปัจจุบัน อนุสาวรีย์ของพระองค์มีต่าง ๆ มากมายหลายที่ในประเทศพม่า

ด้วยชีวประวัติอันพิสดาร และน่าสนใจ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์พม่าช่วงนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชาวไทย ยาขอบ ได้หยิบยกขึ้นมาแต่งเป็นนิยายจากพงศาวดารชื่อดัง คือ ผู้ชนะสิบทิศ

ที่มา : http://th.wikipedia.org

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

Post Navigation