การยุทธที่เขาน้ำพุ

67868966

ฝ่ายพระณรงค์สงครามแม่ทัพครัวสยามเมืองราชสีมา เหนลาวเลิกทัพถอยไปดั่งนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ติดตามตีทัพลาว เพราะทัพลาวล่าไปโดยไม่สู้บอบช้ำจึ่งสั่งทัพทั้งหลายไม่ให้ตาม ตัวเองขี่ม้าพาพลทหารกลับเข้าค่าย แล้วสั่งให้ หลวงพลอาษา นายด่านจันทึก ขึ้นม้าคุมทหารม้าห้าสิบม้ารีบไปสืบข่าวทัพลาว ว่าจักตั้งพักพลอยู่ที่ใดให้รู้การโดยละเอียดมา
หลวงพลอาษาขึ้นม้านำพลทหารไปสืบข่าวได้ความแล้ว กลับมาแจ้งข้อราชการกับพระณรงค์สงครามว่า ได้เหนลาวล่าไป หยุดพักพลตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลน้ำพุสามค่าย ค่ายตั้งห่างกันประมาณยี่สิบเส้น ไม่เหนชักปีกกาเถิงกันทั้งสามค่าย ค่ายใหญ่ตั้งห่างไกล ลำธารน้ำประมาณ ๑๐ เส้น แต่ยังไม่ได้ขุดร่องสนามเพลาะทุกค่าย แลลาวยังกำลังปักกรุย ลงมาตามชายป่าเชิงเขาเป็นวงภาส พิจารณาดูคาดว่าลาวจักตั้งเป็นค่ายปีกกาลงมาตามเชิงเขาอีกหลายค่าย เมื่อดูนั้นได้ขึ้นต้นไม้สูงดูทั่วทุกกองทัพลาว เหนพลลาวกำลังตัดต้นไม้ปิดหนองน้ำลำธารที่ทางเราจักไปนั้นหลายแห่ง

พระณรงค์สงครามได้ฟังความดั่งนั้นแล้วจึ่งว่า “พวกเราอย่ากลัวมัน อ้ายลาวมันปักกรุยหลอกลวงขู่เราเท่านั้น มันไม่อาจ จักตั้งค่ายตามที่มันปักกรุยไว้ดอก มันตั้งค่ายสามค่ายเท่านั้นเองพอเป็นที่พักพลของพวกมัน เพราะมันจักรักษาพวกมันที่เจ็บจากรบที่ทุ่งล้ำพี้นี่ แลถ้าว่า มันจักตั้งค่ายมาตามกรุยที่มันปักไว้นั้น ก็ยิ่งดีทีเดียว เราจักตีเอาเป็นค่ายของเรา ๆ จักได้ไม่เปลืองเรี่ยวแรงกำลังตั้งค่ายพักพลเรา เกิดมาเป็นคนสยาม อย่าย่อท้อสัตรู ให้ตั้งใจให้ดีจักได้มีชื่อเสียงอยู่กาลนาน ผู้ที่เป็นทหารอย่าได้คิดย่อท้อต่อข้าศึก”

พระณรงค์สงครามพูดเท่านั้นแล้ว จึ่งปรึกษาราชการทัพศึกกับ พระยาปลัด พระยายกกระ บัตร ท่านผู้หญิงโม้ ต่อไปว่า “เมื่อวานซืนนั้น พวกเรายกทัพเข้าปล้นค่ายเจ้าโอ แลพระยาสิทธิเดโช แลพระยาสงครามเวียงไชย ทั้งสามกองแตกหนีล่าถอยเราไปครั้งหนึ่ง ผู้คนพลทหารลาวบอบช้ำระส่ำระสายล้มตายมาก พวกลาวคงจักเข็ดขยาดฝีมือสยามบ้างเป็นแน่ บัดนี้ถ้าเราตระเตรียมจัดการให้เป็นภูมิฐาน ตาม ตำหรับกระบวนพิไชยสงคราม ตามไปตีทัพลาวอีกสักคราวหนึ่งเหนจักได้ชัยชำนะ ถ้าแลว่าจักได้ชัยชำนะก็คงจักได้ รู้กำลังศึกว่า จัก หนักเบา ประการใด แลจักได้เป็นเกียรติยศที่พวกเราเป็นชาวสยามอยู่เมืองหน้าศึก ควรที่จักยกไปป้องกันรักษาเขตแดน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ก่อน กว่าจักมีกองทัพกรุงเทพฯ ขึ้นมาเมื่อใดก็จักได้มีโอกาสใหญ่ได้ต่อสู้กับลาว ครั้งนี้เราจักยกไป ถ้าเป็นท่วงทีก็จักได้ชัยชำนะ ถ้าไม่สมหมายก็เหมือน ยกทัพไปขัดตาทัพ ปะทะประทังกันข้าศึกไว้ไม่ให้หมิ่นประมาทฝีมือสยามได้ ท่านจักเหนเป็นประการใด ? ”

พระยา พระ หลวง ท่านผู้หญิงโม้ นายทัพนายกอง ก็เหนชอบด้วยความคิดพระณรงค์สงครามพร้อมกัน พระณรงค์สงครามจึ่งจัดให้ พระพลสงคราม กับ หลวงกำแหงสงคราม เป็นนายทัพ คุมทหารยกเดิรอ้อมไปในป่าระนาม เดิรวนวกออกหลังค่ายลาว แล้วให้ยกเข้าตีค่ายเจ้าโอทีเดียว
จัดให้ หลวงพิพิธภักดี กับ ขุนศรีณรงค์ คุมพลทหารไปตั้งสกัดทางห้วยกรด เพื่อจักรักษาต้นทางที่ลาวจักยกมาช่วยทางเมืองหนองคาย
จัดให้ พระมหาดไทย กับ หลวงจ่าเมือง เป็นนายทัพคุมพลทหารไปตีค่ายพระยาสิทธิเดโชลาว
จัดให้ พระสัสดี กับ หลวงเสนีพิทักษ์ทวยหาญ เป็นนายทัพคุมพลทหารยกไปตีค่ายพระยาสงครามเวียงไชยลาว
จัดให้ หลวงวัง กับ หลวงนา เป็นนายทัพคุมพลทหารยกไปตีค่ายลาวที่ลำธาร แล้วจักได้ตั้งรักษาลำธารน้ำที่อยู่ใกล้ห้วยกรดไว้ อย่าให้อ้ายลาวสามารถอาศัยน้ำในลำธารนั้นได้
จัดให้ พระนางรอง กับ หลวงปลัดเมืองพิมาย เป็นนายทัพคุมพลทหารยกไปก้าวสกัด คอยตีต้นทางอย่าให้ลาวในค่ายหนีออกมาช่วยค่ายโน้นได้เป็นอันขาด
จัดให้ พระยาทุกขราษฏร์ กับ หลวงสุรเดชา พระศุภมาตรา เป็นกองร้อยคุมพลทหารม้า คอยสืบราชการศึก รายงานกับท่านผู้ใหญ่ฝ่ายแม่ทัพที่บังคับการนั้น ๆ
จัดให้ ท่านผู้หญิงโม้ กับ พระภักดีนุชิต คุมพลทหารหัวหมื่นขึ้นแก่เมืองราชสีมา เป็นกองกำลังลำเลียง ส่ง เสบียงอาหารแลกระสุนดินดำ สำหรับเพิ่มเติมทุกกองทัพ
ส่วน พระยาพรหมยกกระบัตร กับ พระณรงค์สงคราม เป็นทัพใหญ่ คุมพลทหารยกออกไปเป็นทัพกำกับแลทัพหนุน ทัพทั้งปวง เพื่อว่ากองไหนเล่าหลอนออกมาจากข้าศึก จักได้จัดพลยกเข้าเพิ่มเติมช่วยอุดหนุนเนื่อง
จัดให้ พระยาปลัด คุมพลทหารส่วนหนึ่งรักษาค่ายกับ พระยาภักดี เป็นผู้ช่วย
ให้หมายนัดเพลาแลสัญญาสังเกตฤกษ์ ให้นายทัพนายกองทั้ง หลายคอยดูดวงพลุ เป็นสัญญาณยกเข้าตีค่ายลาว ทุกทัพ ทุกกอง

ครั้นจัดทัพเสร็จแล้ว ต่างทัพก็เคลื่อนพลเดิรทางยกออกไปซุ่มทัพอยู่ไกลห่างจากค่ายลาว ๕๐ เส้นบ้าง ๖๐ เส้น บ้าง ๗๐ เส้นบ้าง ที่ใกล้ก็มีที่ไกลก็มีต่าง ๆ กันตามที่จักซุ่มทัพในป่าได้

ครั้นเพลายามสี่ สิบเอ็ดทุ่ม พระยาพรหมยกกระบัตร พระณรงค์สงคราม สั่งให้จุดพลุขึ้นตับหนึ่งเป็น สัญญา ฝ่ายนายทัพนายกองครั้นได้เหนดวงพลุแล้ว ก็พร้อมกันต้อนพลทหารโห่ร้อง วิ่งตรู นำแตะทาบทับขวากหนามบ้าง บ้างก็ถอนขวากกระจับ บ้างแบกขนแตะทับทาบเข้าไปบังตัวเรียงกันเป็นค่ายกล ปีนเข้าไปใกล้ค่ายลาวได้แล้ว ก็ทะลวงฟันค่าย เย่อค่าย ปีน ค่ายเข้าไปในค่ายลาวได้สำเร็จ พลทหารสยามไล่ฆ่าฟันแทง ยิงปืนแย่งระดมเป็นโกลาหล พลลาวล้มตายลงเป็นอันมาก แหกค่ายหนีไปได้ บ้างก็น้อย

ฝ่ายเจ้าโอ พระยาสิทธิเดโชลาว แลพระยาสงครามเวียงไชย แม่ทัพใหญ่ฝ่ายลาวทั้งสามนาย ไม่ทันรู้ตัวจักแต่งพล ขันขึ้นสู้ฝ่ายสยามได้ทัน ก็ทิ้งค่ายทั้งสามตำบลแตกหนีไป
ผลดั่งนั้น ทัพครัวสยามจึ่งตีค่ายลาวได้หมดทั้งสามค่าย ได้ช้าง ม้า ธัญญาหาร เครื่องสรรพาวุธ ปืนใหญ่น้อยไว้มาก
พระณรงค์สงคราม สั่งให้ทหารนำช้างไปบรรทุกข้าวในค่ายลาว ส่งไปไว้ในค่ายทุ่งสัมฤทธิ์ ใกล้เมืองราชสีมา ทั้งสิ้น ส่วนค่ายลาวทั้งสามค่ายให้เผาเสียสิ้น ไม่ให้เหลือไว้เป็นกำลังลาวต่อไป

การศึกนี้จับได้ลาวที่ป่วยไข้แลล่าหลอนหนีไปไม่ทันนั้น จับได้สองร้อยหกสิบคน พาลาวไปขังไว้ใช้การในค่าย พระยายกกระบัตรสั่งให้กรมการ นายทัพนายกองตั้งระวังรักษาด่านทางทุกช่องโดยกวดขัน
ฝ่ายเจ้าอนุได้แจ้งข่าวการศึกจาก เจ้าโอ พระยาสิทธิเดโชลาว แลพระยาสงครามเวียงไชย แม่ทัพใหญ่ ฝ่ายลาวทั้งสามนาย ว่าค่ายใหญ่ทั้งสามพ่ายแหลกแตกลงดั่งนั้น ก็เผอิญให้คิดหวาดหวั่นพรั่นใจ เกรงกลัวข้าศึกสยาม แม้แต่ครัวสยาม เมืองราชสีมายังกล้าหาญชำนะทหารลาวได้ จึ่งไม่อาจสามารถมีใจที่จักกล้าหาญกล้ายกกองทัพใหญ่ลงมาตีกรุงเทพฯ คงยังรั้ง รอเจ้าราชวงศ์ ผู้เป็นบุตร ที่ให้ไปกวาดต้อนครัวสระบุรี จึ่งให้ตั้งไพร่พลมั่นอยู่ภายในเมืองราชสีมานับแต่นั้น

ฝ่ายเจ้าราชวงศ์กวาดต้อนครอบครัวเมืองสระบุรี คุมขึ้นไปเถิงเมืองราชสีมาแล้ว จึ่งแจ้งแก่เจ้าอนุบิดาว่า ได้กวาด ต้อนได้ครัวสยาม ๑๑๐ ครัว จีน ๒๒๐ ครัว ลาวหมื่นคนเศษ ต้อนออกจากเมืองสระบุรี แต่ ณ วันอังคาร เดือนสาม แรมเก้าค่ำ แลได้ รู้ข่าวเล่าลือว่า กองทัพกรุงเทพฯ จักยกขึ้นมาทุกทาง แลได้ใช้ให้คนขึ้นม้าลงไปจับลูกค้าชาวเรือเถิงบ้านอรัญญิกได้ ๔ ลำ ไต่ถาม ได้ความว่า เจ้านายขุนนางเป็นแม่ทัพ ยกขึ้นมาตั้งอยู่ที่กรุงเก่าบ้าง ยกไปทางบ้านนานครนายกบ้าง ทางปราจีนบุรีแลกบินทร์บ้างได้ความ ดั่งนี้ว่า มีกองทัพกรุงยกขึ้นมาหลายทัพหลายทาง

เจ้าอนุ จึ่งปรึกษากับเจ้าราชวงศ์ แลแสนท้าวเพี้ยกวาน นายทัพนายกองว่า “เราจักตั้งทัพรับรองทัพกรุงเทพฯ อยู่ที่เมืองราชสีมานั้นเหนจักไม่ได้ เพราะเป็นทางรวมมาก ทัพกรุงจักยกมาทางสระบุรีบ้าง ทางนครนายกบ้าง แลทางอื่นอีกหลายทาง เราอยู่ที่ โคราชนี้กลัวจักเป็นศึกกระหนาบ จำเป็นจักต้องแยกย้ายไพร่พลไปต่อสู้ให้หลายทาง สยามจักได้พว้าพวังทั้งหน้าแลหลัง จักไม่ประชุมเป็นทัพใหญ่ได้ ฝ่ยเราก็จักตีแตกโดยง่าย แต่ทัพหลวงให้ถอยไปตั้งรับทัพสยามที่หนองบัวลำพู เหนจักดีกว่าที่นครราชสีมานี้ ”

เจ้าอนุจึ่งสั่งให้เผายุ้งฉาง แลบ้านเรือนในเมืองราชสีมาเสียสิ้น แบะเผาค่ายของพวกลาวที่ตั้งอยู่นอกเมืองนั้นด้วยทุกค่าย แล้วฟันต้นไม้ใหญ่ในเมืองเสียมาก แลทำลายรื้อกำแพงเมืองราชสีมาเสียสองด้านไม่ให้ไว้เป็นกำลังแก่ข้าศึกสยามต่อไปได้

เมื่อทำลายล้างเมืองราชสีมาแล้ว จึ่งยกกองทัพกลับไปเมื่อ ณ เดือนสี่ แรมสิบเอ็ดค่ำ แต่เจ้าราชวงศ์นั้นยกทัพใหญ่ ขึ้น ไปทางเมืองหล่มศักดิ์ กวาดต้อนครัวตามรายทางเมืองบัวชุม ไชยบาดาล เพชรบูรณ์ ตีกวาดต้อนครอบครัวตามหัวเมืองได้หลายเมือง แล้วยกขึ้นไปเถิงเมืองหล่มศักดิ์ ตั้งค่ายใหญ่ใกล้เมืองหล่มศักดิ์ เรียกพระสุริยะวงศา เจ้าเมืองหล่มศักดิ์ ออกมาเกลี้ยกล่อม ให้ร่วม เป็นกบถด้วย ถ้าไม่ยอมจักฆ่าเสีย พระสุริยะวงศากลัวอำนาจเจ้าราชวงศ์ก็ต้องยอมเข้าด้วย เจ้าราฃวงศ์ให้พระสุริยะวงศ์แล แสนท้าว พระยาลาว ทำสัตยานุสัตย์ให้แล้ว เจ้าราชวงศ์ให้นายทัพนายกองไปเก็บเครื่องศาตราวุธยุทธภัณฑ์ในเมืองหล่มศักด์ให้สิ้นแล้วก็ยก กองทัพเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองหล่มศักดิ์ จัดกาถ่ายเสบียงอาหารสะสมไว้เพื่อจักส่งไปยังกองทัพบิดา แลตระเตรียมผู้คนไว้พร้อม

ฝ่ายเจ้าสุทธิสาร ยกกองทัพใหญ่ขึ้นไปเถิงเมืองภูเขียว ตั้งทัพใหญ่ใกล้เมืองแล้ว ใช้ให้นายทัพนายกองไปหาตัว เจ้าเมืองออกมาหา แต่ว่าเจ้าเมืองภูเขียวไม่ออกมาหาเจ้าราชวงศ์ ๆ จึ่งสั่งให้นายทัพนายกองคุมทหารพันเศษยก เข้าปล้นเมืองภูเขียว ในวันนั้นก็ได้เมือง จับตัวท้าวนาค เจ้าเมืองภูเขียว ไปฆ่าเสียพร้อมทั้งบุตรหลานแลญาติที่เป็นชายฆ่าทิ้งเสียทั้งสิ้น แล้วเก็บ ทรัพย์ สิ่งของเครื่องศาสตราวุธ แลกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองภูเขียว ส่งขึ้นไปเมืองเวียงจันทร์สักสามส่วน ที่หนีเข้าป่าไปได้สักหนึ่งส่วน

ฝ่ายเจ้าอนุ คิดจัดการตั้งค่ายรับสู้รบกับสยามหลายตำบล โดยจักตั้งค่ายใหญ่ที่หนองบัวลำพู จึ่งสั่ง
ให้ พระยานรินทร์ คุมพลสามพันอยู่เป็นนายค่ายที่นั่น แล้วเจ้าอนุก็จักยกขึ้นไปตั้งค่ายที่ช่องเขาสารแห่งหนึ่ง ช่องเขาสาร เป็นที่สำคัญเพราะเป็นทางสองแพร่ง แยกรวมจักไปเมืองเวียงจันทร์
ให้ พระยาศุโภ กับ ชานนท์ เป็นนายทัพคุมพลสองหมื่นตั้งรักษาค่ายที่ตำบลนั้นให้มั่นคง แต่เจ้าอนุจักตั้งค่ายใหญ่บนเขาสาร
ให้ พระยาเชียงสา เป็นแม่ทัพ คุมพลห้าหมื่นตั้งรักษาค่ายที่ตำบลสนมแห่งหนึ่ง
ให้ กองคำ คุมคนสี่พันไปตั้งค่ายอยู่ที่ช่องงัวแตกแห่งหนึ่ง
ให้ เจ้าอุปฮาด ยกกองทัพไปตั้งรักษาต้นทางอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิ เป็นทางที่ข้าศึกสยามจักมาทางกบินทร์ได้ทางหนึ่ง
ให้ เพี้ยกวานใจหาญ คุมทัพม้าไปตรวจตราทุกทัพทุกกอง
ให้ ท้าวศุขะ คุมทัพช้าง แล โคต่าง ส่งเสบียงอาหารแลกระสุนดินดำทุกทัพทุกกอง แต่แยกย้ายกันเป็นหลายสาย
เจ้าอนุวงศ์เมื่อแม่ทัพนายกองใด้ตั้งค่ายรักษาด่าน ตามสั่งได้เป็นมั่นคงแล้ว ก็ถอนทัพจากเมืองราชสีมาไปเมืองหนองบัวลำพู

ฝ่ายพระณรงค์สงคราม ได้รู้ข่าวว่า เจ้าอนุยกกองทัพออกไปจากเมืองราชสีมาแล้ว ก็รีบพาครอบครัวเข้าเมือง นครราชสีมา ครั้งนั้นบรรดากรมการเมืองแลไพร่บ้านพลเมือง ที่หลบลี้หนีลาวเข้าป่าดงไปแต่ก่อนนั้น ครั้นได้รู้ข่าวว่ากองทัพลาว เลิกยกไปหมดแล้ว จึ่งพาครอบครัวกลับมาอยู่ในบ้านเมืองตามภูมิลำเนาเดิมแต่ยังไม่บริบูรณ์ เพราะล้มตายหายจากกันไปมากนัก กรม การผู้ใหญ่ก็กลับมารักษาบ้างแล้ว

ฝ่ายพระยาปลัด พระยาพรหมยกกระบัตร แลพระณรงค์สงคราม จางวางส่วยทองคำ พร้อมกันทั้งสามนาย แลกรมการผู้น้อย ด้วยอีกหลายคนเข้าชื่อกัน แต่งหนังสือข้อราชการศึกลาวตามที่มีเหตุใหญ่น้อย แต่ต้นจนแก้เมืองคืนได้ เป็นใบบอกมอบให้หลวงบุรินทร กับ ขุนชำนะไพรี เป็นนายกองม้า คุมทหารม้า ๓๐ ม้า ถือใบบอกรีบลงมายังกรุงเทพฯ โดยทางบกตัดทางลงมาตามเขาน้อยพระฉาย รีบลงไปยังกรุงเทพฯ วางบอกยังศาลาเวรมหาดไทย ให้กราบทูลพระกรุณาทรงรู้

ฝ่ายที่เมืองราชสีมานั้น พระยาปลัดพร้อมด้วยกรมการผู้ใหญ่น้อย จัดกองทัพสรรพด้วยเครื่องสรรพวุธ พร้อมให้ กรมการเป็นแม่ทัพยกออกจากเมืองไปรักษาค่ายเดิมที่ตำบลล้ำพี้ ใกล้หนองบัวลำพู เพื่อจักตั้งรับกองทัพลาวเวียงจันทร์เผื่อว่า เจ้าอนุจัก ยกกองทัพมาตีเมืองราชสีมาอีก
ต่อภายหลังเจ้าอนุได้เคลื่อนออกจากเมืองราชสีมา ไปตั้งค่ายมั่นที่ตำบลทุ่งซ่มป่อยได้สมมุ่งหมายแล้ว จึ่งสั่งให้พระยานรินทร์ลาว คุมพลทหารสามพันยกมาตั้งค่ายใหญ่รับอยู่ที่ตำบลหนองบัวลำพู แล้วให้ ท้าวอินทร ท้าวสุนทร คุมพลทหารสองพันมาช่วยพระยานรินทร์ ลาวด้วยเป็นพลห้าพัน

เจ้าอนุสั่งให้ตั้งค่าย ณ ทุ่งส้มป่อยเป็นห้าค่าย ชักปีกกาเถิงกันทุกค่าย ขุดสนามเพลาะ ปักขวากหนาม ตาม พิชัยสงคราม มั่นคงแข็งแรงดีแล้ว จึ่งสั่งให้ พระยาเชียงขวา เป็นนายทัพ มีพลรักษาค่ายอยู่ห้าพัน
จากนั้นเจ้าอนุจึ่งนำพลยกขึ้นไปเถิงที่ตำบลเขาสาร อันเป็นทางช่องแคบแลเป็นทางสองแพร่ง เจ้าอนุสั่งให้หยุดพักพล แล้วจึ่งให้ตั้งค่ายเจ็ดค่าย ชักปีกกาเถิงกันขุดสนามเพลาะปัก ขวากหนามทำการมั่นคง แลตั้งค่ายละเมาะปีกกาเป็นวงภาสโอบเขาลงไป เถิงเชิงเขาสองด้านเป็นที่รับข้าศึกสยาม ครั้นเจ้าอนุจัดการตั้งค่ายคูประตูหอรบที่เขาสารเสร็จแล้วจึ่ง
สั่งให้ เจ้าสุทธิสาร บุตรผู้ใหญ่ ถืออาญาสิทธิ์ เป็นแม่ทัพใหญ่ได้ บ ังคับบัญชาทุกทัพ ทุกกองกอง คุมทหารสองหมื่นอยู่รักษาค่ายเขาสารทั้งเจ็ดค่าย
สั่งให้ พระสุโภ กับ ชานนท์ ขุนนางผู้ใหญ่อยู่ช่วยเจ้าสุทธิสาร เป็นกองทัพปีกซ้ายแลกองทัพปีกขวา
สั่งให้ พระสินธพ คุมทหารม้าห้าร้อยเป็นกองคอยเหตุ
สั่งให้ พระยาประสิทธิคชเดช เป็นแม่กองทัพช้าง คุมทหารช้างสี่ร้อยอยู่ช่วยเจ้าสุทธิสารรบข้าศึกสยาม
สั่งให้ เจ้าโอ เป็นแม่ทัพคุมพลทหารห้าพัน ยกรุดเร่งรีบไปตั้งค่ายปิดทางสยามไว้ที่ ทุ่งบุกหวาน ริมฝั่งแม่น้ำโขงท่าข้ามจักขึ้นไปเมืองเวียงจันทร์ อันเป็นเส้นทางฝ่ายตะวันออกแห่งเมืองกบินทร์แลปราจีน ที่สยามจักขึ้นมาโดยง่ายให้ปิด ไว้ให้มั่นคง
สั่งให้ ท้าวพิมพิสาร คุมคนหกสิบคน ขึ้นม้าเร็วถือหนังสือไปให้เจ้าหน่อคำ ผู้เป็นหลาน ซึ่งยก กองทัพไปตีบ้านเล็กเมืองน้อยทางข้างฝ่ายเหนือนั้น
สั่งให้ เจ้าหน่อคำ รีบบยกทัพกลับมารักษาค่ายที่ทุ่งซ่มป่อย ร่วมกันกับทัพ ของพระยาเชียงขวา

เจ้าหน่อคำ เมื่อได้รับหนังสือเจ้าอนุ ก็รีบเคลื่อนพลลงมารักษาค่ายที่ทุ่งซ่มป่อยตามหนังสือบังคับ แต่ครัวสยามที่ เจ้าหน่อคำตีกวาดต้อนมาได้แต่เมืองเหนือนั้น เจ้าหน่อคำใช้ให้เซียงผา กับ คำเกิด คุมครัวสยามทั้งหลายนั้นพาคุมเพื่อไปไว้ยัง เมืองเวียงจันทร์
แต่เดชะบุญด้วยพระบารมีปกเกล้าครัวสยามไม่ต้องกลายเป็นทาสลาว ครัวสยามยังหาเถิงเมืองเวียงจันทร์ไม่ พวกครัวสยามทั้งหลาย มีความเดือนร้อนเพราะถูกข่มเหงจากพลลาว จึ่งลุกขึ้นพร้อมกันฆ่าไพร่พลลาวเสียกลางทาง พวกครัวสยามทั้งหลายนั้นก็กระจัดกระจายไป เมืองเชียงแสนบ้าง ไปเมืองเชียงรุ้งบ้าง ไปเมืองหล่มศักดิ์บ้าง ไปเมืองพวนบ้าง ไปเมืองหลวงพระบางบ้าง
เชียงผา คำเกิดแม่ทัพนั้น กวาดต้อนครัวสยาม ไปเมืองเวียงจันทร์ได้บ้างสองส่วน ที่หนีไปเมืองต่าง ๆ นั้นสักหกส่วน

…ยังมีต่อ

เรื่องอื่นๆ

Leave a Reply

Post Navigation